
ผ่าเส้นทางโลจิสติกส์ กัมพูชาโชว์ศักยภาพ
นอกจากไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ และอ้างถึงการเป็นประเทศที่อยู่ใจกลางภูมิภาคแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่มีภูมิศาสตร์ที่ตั้งเหมาะสมแก่ธุรกิจโลจิสติกส์ อยู่ใจกลางภูมิภาคเช่นกัน คือ กัมพูชา
นอกจากไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ และอ้างถึงการเป็นประเทศที่อยู่ใจกลางภูมิภาคแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่มีภูมิศาสตร์ที่ตั้งเหมาะสมแก่ธุรกิจโลจิสติกส์ อยู่ใจกลางภูมิภาคเช่นกัน คือ กัมพูชา
ซุน จันทร รมว.พาณิชย์กัมพูชา กล่าวในงานสัมมนา “โลจิสติกส์พลิกโฉมกัมพูชา” จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์เอ็มทูเอฟ และบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ณ โรงแรมโซฟิเทล กรุงพนมเปญ ว่า นักลงทุนไทยควรมาลงทุนในกัมพูชา เพราะกัมพูชามีภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ “ใจกลาง” ของอาเซียนและใจกลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ปัจจุบันกัมพูชามีทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศหลายเส้นทาง ทั้งทางหลวงเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม และทางหลวงเชื่อมระหว่างกัมพูชา-ลาว-จีน นอกจากนี้ ยังมีท่าเรือน้ำลึกสีหนุวิลล์ ซึ่งใช้เชื่อมโยงการขนส่งไปสู่ศูนย์กลางท่าเรือนานาชาติได้อีกด้วย
“ลงทุนในพนมเปญ นอกจากจะได้โอกาสเข้าถึงตลาดในกัมพูชาเกือบ 15 ล้านคนแล้ว ยังสามารถเดินทางไปประเทศต่างๆ ในอาเซียน รวมถึงจีนตอนใต้ภายในเวลาชั่วโมงครึ่ง ตลาดของนักลงทุนจะกว้างขึ้นเป็นมากกว่า 600 ล้านคน”
ด้าน อรนุช ผการัตน์ รองประธานสมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา กล่าวว่า เส้นทางโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศต่างๆ ในแถบลุ่มน้ำโขง มีการศึกษาและกำหนดไว้หลายเส้นทางภายใต้การสนับสนุนขององค์กรระดับสากล เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หนึ่งในเส้นทางที่มีการกล่าวถึงกันมากที่สุด คือ เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกตะวันตก (อีสต์เวสต์ อีโคโนมิก คอริดอร์) ซึ่งเชื่อม 4 ประเทศผ่านเวียดนาม ลาว ไทย และเมียนมา ระยะทางกว่า 1,500 กิโลเมตร ไล่ตั้งแต่ ดานัง-ดองฮา-สะหวันนะเขต-มุกดาหาร-กาฬสินธุ์-ขอนแก่น-พิษณุโลก-ตาก-เมียวดี-เมาะลำไย
อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบในแง่ศักยภาพ เธอมั่นใจว่าเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้ (เซาเทิร์น อีโคโนมิก คอริดอร์) เชื่อมระหว่างเวียดนาม กัมพูชา และไทย ซึ่งมี 3 เส้นทางย่อยเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพมากกว่าอีสต์เวสต์ อีโคโนมิก คอริดอร์ เพราะสามารถเชื่อมไปสู่ท่าเรือขนาดใหญ่ได้ง่ายกว่า
“เส้นทางถูกกำหนดแล้ว โดยรัฐบาลของประเทศกลุ่มลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ ผู้ประกอบการจะชอบหรือไม่ชอบแต่ก็จำเป็นต้องรู้ เพื่อให้วางแผน ตั้งโรงงาน และขนส่งสินค้าไปตามเส้นทางเหล่านั้นได้”
สำหรับการขนส่งผ่านเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ได้แก่ 1.ยังไม่สามารถแลกเปลี่ยนรถกันได้จริงๆ เนื่องจากมีบางประเทศยังไม่แจกโควตารถข้ามแดนให้ประเทศอื่น 2.ไม่มีผู้รับประกันสินค้าในการขนส่งระหว่างกัน 3.เวลาขนของจำนวนมากแล้วยังต้องจ่ายเงินเบี้ยบ้ายรายทาง
ทั้งนี้ กัมพูชาถือเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการใช้เส้นทางของทั้งระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) และประชาคมอาเซียน มีการพูดถึงอยู่เสมอและนำไปปฏิบัติจริง เช่น การพัฒนาและติดป้ายทางหลวงเอเชีย (Asian Highway) ขณะที่เส้นทางที่เป็นไปได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด คือเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-ปอยเปต-โฮจิมินห์
ด้าน ซา เซเนร่า ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการกฎหมายและกฎหมายการลงทุน สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (ซีดีซี) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศในกลุ่มจีเอ็มเอสได้ก่อสร้าง ยกระดับถนนเส้นทางต่างๆ เพื่อให้การเชื่อมโยงขนส่งระหว่างกันสะดวกขึ้น เป็นระยะทางเกือบ 700 กิโลเมตร และยังมีแผนการพัฒนาต่อเนื่องชัดเจนไปถึงปี 2563
ขณะเดียวกัน กัมพูชาได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจ 4 ประเภทในช่วงหลังจากนี้ ได้แก่ 1.การพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตร 2.การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 3.การพัฒนาทักษะและทรัพยากรมนุษย์ และ 4.การพัฒนาการคมนาคมและโลจิสติกส์
ในปลายปี 2558 นี้ กัมพูชาจะมีกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ เกี่ยวข้องกับทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของเอสเอ็มอี และการพัฒนาโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยสนับสนุนผ่านกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมมาก่อน
เมื่อกัมพูชากำลังกลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการพัฒนา การลงทุนด้านดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่พร้อมเดินหน้าลงทุน







