
สนามฝึกหัด?
ความเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสมากมาย ประกอบกับความใกล้ชิดเชิงภูมิศาสตร์ ศาสนา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมตลอดจนความนิยมสินค้าไทย ทำให้บรรดากูรูต่างฟันธงว่า "เมียนมา" เหมาะที่จะเป็น "ตลาดฝึกหัด"สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจในต่างประเทศ
ความเป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสมากมาย ประกอบกับความใกล้ชิดเชิงภูมิศาสตร์ ศาสนา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมตลอดจนความนิยมสินค้าไทย ทำให้บรรดากูรูต่างฟันธงว่า "เมียนมา" เหมาะที่จะเป็น "ตลาดฝึกหัด"สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายธุรกิจในต่างประเทศ
แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้วการจะเข้าไปเจาะตลาดเมียนมาสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่ "มโน" กันไว้ เพราะยังมีอุปสรรคอีกหลายอย่างที่แฝงอยู่ในโอกาสมหาศาลเหล่านั้น
โดยอุปสรรคสำคัญ คือ ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเมียนมาที่แพงขึ้นแบบผิดธรรมชาติ แค่ช่วง 2-3 ปีมานี้ราคาที่ดินและค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ๆ ของเมียนมาปรับเพิ่มขึ้นถึง 200-300% ทีเดียว
ขณะเดียวกันความ "เนื้อหอม" ของเมียนมา ยังได้ดึงดูดให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจากทั่วโลกเข้าไปลงทุนจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจะต้องเข้าไปร่วมวงแข่งขันกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่จากทั่วโลก เพื่อขอแบ่งเค้กส่วนแบ่งตลาดในเมียนมา แต่การจะไปแข่งขันกับกลุ่มทุนใหญ่ของต่างชาติ ก็ทำได้เพียงแค่ระยะสั้นๆ เพราะ "สายป่านทางการเงิน" ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังสู้ไม่ไหว
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายเข้าไปตลาดเมียนมาแล้วอยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน
ทั้งนี้ หากดูจากแนวโน้มการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเมียนมา สภาหอการค้าไทย-เมียนมา ได้โชว์ข้อมูลมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในเมียนมาช่วง 8 เดือนแรก หรือเดือน ม.ค.-ส.ค. 2558 ว่า มีผู้ประกอบการไทยยื่นขอลงทุนในเมียนมามากเป็นอันดับ 3 ของนักลงทุนต่างชาติ โดยมีทั้งหมด 89 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 18.02% ของการลงทุนจากต่างชาติในเมียนมาทั้งหมด
รองจากจีนที่ยื่นลงทุน 105 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.47 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 25.89% และสิงคโปร์ยื่นขอลงทุน 170 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 18.64%
ขณะที่การลงทุนจริงที่เกิดขึ้นในช่วง 8 เดือนของปีนี้ ไทยกลับอยู่ในอันดับ 6 มีการลงทุนเพียง 50 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริง 3,155.75 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 6.74% รองจากจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐ และเกาหลีใต้
เห็นตัวเลขแล้วคงต้องวิเคราะห์รอบด้านกันอีกครั้งว่า เมียนมายังมีอุปสรรคอะไรที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนจริงบ้าง เพื่อที่จะได้วัดกันว่าตลาดนี้เหมาะเป็นสนามฝึกหัดของเอสเอ็มอีหรือจะเป็น "ตลาดปราบเซียน" กันแน่







