
อ่านแนวโน้มเศรษฐกิจจากกลยุทธการลงทุน PIMCO
....สุรศักดิ์ ธรรมโม
บิล กรอส (Bill Gross) และโมฮัมเม็ด เอลอีเรียน (Mohamed ElErian) เป็น CEO คู่ของกองทุนตราสารหนี้ระดับโลกที่ชื่อว่า PIMCO ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารประมาณ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งคู่เป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและนักกลยุทธ์การลงทุนชั้นยอดของโลก ที่ผมต้องอ่านทัศนะต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและการลงทุนอยู่เสมอ
สองท่านนี้มีบทบาทสำคัญในการประดิษฐ์คำว่า
“New Normal” เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตจะไม่เหมือนเดิม กล่าวคือ เศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวในอัตราที่ต่ำและอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูง โดยเฉพาะจีน บราซิล และอินเดียบิล กรอส ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Bloomberg ประจำเดือน ส.ค. (Why PIMCO likes stocks) ซึ่งน่าสนใจมาก เพราะเปรียบเสมือนการเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนครั้งใหญ่ของ PIMCO จากที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล มาเป็นการเน้นการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้น การเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก อุปมาง่ายๆ เหมือนการที่ทีมฟุตบอลชาติอิตาลี เปลี่ยนกลยุทธ์การเล่น จากเน้นตั้งรับเพื่อรอสวน เป็นการบุกตั้งแต่นาทีแรกๆ ของการแข่งขันเหมือนทีมชาติสเปน
การเปลี่ยนกลยุทธ์ของ PIMCO ย่อมสะท้อนมุมมองของ PIMCO ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอนาคต ดังนั้นประเด็นคือ PIMCO เห็นอะไร
บิล กรอส ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐใน 35 ปีข้างหน้านั้น จะมีการขยายตัวที่ต่ำมาก คือ 2% ต่อปี หรือน้อยกว่านั้น อันเป็นผลมาจากปัญหาหนี้สินทั้งในระดับรัฐและครัวเรือนสหรัฐ ผนวกกับการเข้าไปมีบทบาทของรัฐในการเข้ามากำกับ และควบคุมกลไกตลาดโดยเฉพาะภาคการเงิน
นอกจากนี้ กรอส คาดว่ากรีซจะต้องเบี้ยวหนี้บางส่วน (Default) เพราะว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกรีซไม่สูงพอที่จะชำระหนี้ภาครัฐ แม้ว่าจะตัดทอนงบประมาณรายจ่ายภาครัฐลงก็ตาม และด้วยการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ต่ำ ซึ่งหมายความว่า รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง ดังนั้นรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลในประเทศตะวันตก จะออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อชดเชยการขาดดุลการคลัง ผลที่ตามมาคือ อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อเนื่องให้อัตราดอกเบี้ยจะต้องเพิ่มขึ้นตาม
และนั่นคือการสิ้นสุดของยุคทองพันธบัตรกว่า 30 ปี กล่าวได้ว่า ในอนาคตภายใต้เศรษฐกิจที่เป็น New Normal รายได้จากการลงทุนในพันธบัตรจะอยู่ที่ 45% ต่อปี
ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้นจะให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าพันธบัตรในช่วง 1020 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ภายใต้เศรษฐกิจแบบ New Normal กรอส มีความเห็นว่า บราซิล จีน และอินเดีย จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงและแข็งแกร่ง ในแง่นี้อาจจะชี้เป็นนัยว่า กรอสกำลังจะหาโอกาสการลงทุนในตราสารทุนใน 3 ประเทศดังกล่าว
ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับมุมมองของกรอส ที่ประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในอนาคตโดยเฉพาะในอีก 1015 ปีข้างหน้า ประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะจีน อินเดีย บราซิล และรัสเซีย ตลอดจนประเทศเอเชีย เช่น กลุ่มอาเซียน และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 35 ปีข้างหน้า ประเทศเอเชียและประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ที่พึ่งพิงยุทธศาสตร์การขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออก (ExportLedGrowth) จะต้องเผชิญกับแนวโน้มการชะลอตัวของการขยายตัวของเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากประเทศคู่ค้าหลักโดยเฉพาะกลุ่ม จี3 ที่ประกอบไปด้วย สหรัฐ กลุ่มสหภาพยุโรป และญี่ปุ่นนั้น อาจจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากปัญหาหนี้สินภาครัฐ สถาบันการเงินที่อ่อนแอยังคงกดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมายังการส่งออกของประเทศเอเชีย และต่อเนื่องมายังอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเอเชียให้ชะลอตาม
แต่เนื่องจากประเทศเอเชีย เช่น จีน กำลังปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศมากขึ้น ซึ่งโดยที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจนั้นจะต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่ง แต่เมื่อปรับโครงสร้างจนแล้วเสร็จ การแยกตัวของเศรษฐกิจเอเชียออกจากเศรษฐกิจตะวันตกนั้นจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น (DeCoupling) และโดยสรุปแล้ว อนาคตที่สดใสของเอเชียที่แท้จริงอาจจะอยู่ที่ 10 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ปัจจุบัน







