
‘กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์’ ชอบลงทุนอสังหาฯ
“กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์” อายุ 34 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮบริด แฟบริค หนึ่งในบริษัทที่นำนวัตกรรมเข้ามาสู่การผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อผ้าและต่อยอดจากอุตสาหกรรมการทอผ้าที่รุ่นคุณปู่และคุณพ่อได้ทำมา มีกำหนดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายใน 2-3 ปีนี้
“กิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์” อายุ 34 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฮบริด แฟบริค หนึ่งในบริษัทที่นำนวัตกรรมเข้ามาสู่การผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเนื้อผ้าและต่อยอดจากอุตสาหกรรมการทอผ้าที่รุ่นคุณปู่และคุณพ่อได้ทำมา มีกำหนดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ภายใน 2-3 ปีนี้
เขาแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ เงินแต่ละเดือน 50% จะถูกหักทันทีเพื่อเข้าไปเป็นพอร์ตของครอบครัวเช่นเดียวกันพี่ชายและน้องสาว ส่วนอีก 10-15% จะให้ภรรยาทันที เปิดโอกาสให้ภรรยาเป็นคนดูแลพอร์ตหุ้นเต็มที่ และรายงานสถานการณ์การลงทุนให้ทราบเท่านั้น
ส่วนที่เขาเข้าไปคลุกคลีมากที่สุด คือ พอร์ตของครอบครัว โดยเฉพาะการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นการรับช่วงต่อจากคุณพ่อที่มีการสะสมที่ดิน อาคารพาณิชย์ โรงงาน มาก่อน ส่วนตัวเขาก็สนใจอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้มากกว่าเลือกลงทุนคอนโดมิเนียม เพราะมองว่าอัตราการขึ้นของราคาที่ดินมากกว่าโดยเฉพาะที่ที่ทำเลดี และยังไม่รวมกับสิ่งก่อสร้างในอนาคตอีก ก็จะทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนก็ขึ้นมาหลายเท่าตัว
อย่างไรก็ดี เมื่อมีคนมานำเสนอมาขาย การตัดสินใจส่วนใหญ่พี่น้องก็ช่วยกันเลือกและออกไปช่วยกันพิจารณา และไม่ใช่เพียงที่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ต่างจังหวัดก็ไปดู เพราะต้องกระจายความเสี่ยงในหลายพื้นที่
ส่วนเรื่องซื้อโรงงานหรือเครื่องจักรก็เน้นซื้อมาขายไปบ้าง ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีการซื้อโรงงานเพื่อมาพัฒนาเป็นคลังสินค้าไว้ทั้งสำหรับใช้เองและให้ผู้อื่นเช่าดี รวมถึงซื้ออาคารพาณิชย์ไว้ให้เช่า
ล่าสุด กำลังเริ่มดูว่าจะทำธุรกิจโรงแรมที่ จ.อุดรธานี ร่วมกับพันธมิตรที่รู้จัก เพราะได้ทำเลที่ดีตรงข้ามกับห้างเซ็นทรัลพลาซา และมองว่ามีความต้องการซื้อสูง เพราะเป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจและมีผู้อยู่อาศัยมาก และอนาคตเป็นศูนย์กลางของการค้าขายเขตชายแดน
สำหรับภาคตลาดทุน อย่างพอร์ตหุ้นหรือกองทุนรวมต่างๆ น้องสาวจะเป็นผู้ที่ดูแลหลัก แต่เน้นการลงทุนในระยะยาว เพราะเงินในส่วนนี้เป็นเงินเย็นที่ไว้รอหุ้นปัจจัยพื้นฐานเติบโตได้
ทว่า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทั้งพอร์ตส่วนตัวหรือพอร์ตของครอบครัว สิ่งหนึ่งที่เขาให้ความสำคัญ คือ ต้องมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่เลือกการลงทุนแต่เพียงในสินทรัพย์เดียวเท่านั้น และจะต้องเป็นสิ่งที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความถนัด ส่วนผลตอบแทนที่ได้อย่างน้อยก็ควรมากกว่า 20% ต่อปี







