posttoday
ฝรั่งมองหุ้นไทยซบ

ฝรั่งมองหุ้นไทยซบ

09 ตุลาคม 2558

ต่างชาติไม่เชื่อมั่นดัชนีหุ้นไทย มองซบเซาครึ่งต่อครึ่ง รอนโยบายรัฐบาล

ต่างชาติไม่เชื่อมั่นดัชนีหุ้นไทย มองซบเซาครึ่งต่อครึ่ง รอนโยบายรัฐบาล

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย แถลงว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนซึ่งสำรวจจากความเห็นของกลุ่มผู้ลงทุน 4 กลุ่ม ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประจำเดือน ก.ย. 2558 ที่มีในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือในเดือน ธ.ค. 2558 พบว่านักลงทุนสถาบันต่างประเทศกลุ่มเดียวที่มีความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มซบเซา ซึ่งมีสัดส่วน 50% ของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่สำรวจความเห็น แต่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการสำรวจครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เป็นเพราะในช่วงที่สำรวจเป็นช่วงที่มีการประชุมองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อีกทั้งยังรอติดตามผลของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และปัจจัยสถานการณ์ต่างประเทศทั้งในประเด็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2558 หรือปี 2559 ด้านหนึ่งจะเป็นผลบวกส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แต่ทำให้ภาคธุรกิจรวมถึงบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีความเสี่ยงจากต้นทุนการกู้ยืมสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่จะปรับเพิ่มขึ้น

ขณะที่ 3 กลุ่มที่เหลือ คือ กลุ่มนักลงทุนรายบุคคล บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และสถาบันในประเทศ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มทรงตัว

อย่างไรก็ดี ภาพดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนซึ่งสำรวจจากความเห็นของกลุ่มผู้ลงทุน 4 กลุ่ม อยู่ที่ 101.48 เพิ่มขึ้น 70.35% ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 เดือน ซึ่งดีขึ้นจากผลการสำรวจครั้งที่ผ่านมาที่นักลงทุนทุกกลุ่มมีความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยจะมีแนวโน้มซบเซา โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนในประเทศที่ปรับตัวสูงสุด อยู่ที่ 99.99% เพิ่มจากผลสำรวจครั้งก่อน 88.87% สูงสุดในรอบ 7 เดือน

หมวดอุตสาหกรรมที่ผลสำรวจออกมาว่าน่าสนใจลงทุนมากที่สุดในช่วง 3 เดือน คือ หุ้นบริการรับเหมาก่อสร้าง และหุ้นที่ไม่น่าสนใจลงทุน คือ กลุ่มเหล็ก รองลงมา คือ หมวดเกษตร ขณะที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศส่วนใหญ่มีความเห็นว่าหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคไม่น่าสนใจมากที่สุด

ขณะที่แนวโน้มตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบต่อเนื่องจากช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ยกเว้นมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงกระทบ โดยมีปัจจัยต้องติดตาม คือ การแสดงอิทธิพลของรัสเซียต่อสหรัฐ หลังจากที่รัสเซียเข้าไปจัดการปัญหากลุ่มก่อการร้ายในซีเรียได้ในเวลาเพียง 3 วัน เปรียบเทียบกับสหรัฐที่ใช้เวลาเป็นปี ซึ่งมีปัจจัยที่ต้องติดตามต่อหลังจากกลุ่มประเทศกลุ่มเศรษฐกิจบริค อาทิ จีน รัสเซีย บราซิล และอินเดีย เริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และมีอิทธิพลมากขึ้นจากเดิมที่เป็นสหรัฐ อังกฤษและพันธมิตรกลุ่มยุโรป ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา และมาตรฐานของโลกในช่วงที่ผ่านมา

“นักลงทุนสถาบันตอนนี้ไม่กังวลปัจจัยการเมืองกับรัฐธรรมนูญแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่รอติดตามดูคือการลงเสาเข็มใช้เม็ดเงินลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลตามที่ประกาศไว้ เพราะตอนนี้เอกชนรอลงทุนตาม ซึ่งตอนนี้มีเงินสดเหลือมากพร้อมลงทุนตาม” นางวรวรรณ กล่าว

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บล.กสิกรไทย กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่เห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มซบเซานั้นสอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จากต้นปีนี้ถึงปัจจุบันไหลออกจากตลาดหุ้นไทยไปประมาณ 1 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับฟันด์โฟลว์ที่ไหลออกจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคและตลาดเกิดใหม่ที่มีความกังวลว่าจะโดนกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

นอกจากนี้ มีทางเลือกลงทุนในตลาดหุ้นประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ที่เศรษฐกิจเริ่มเห็นการฟื้นตัวทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ ส่วนปัจจัยความกังวลเรื่องการปรับขึ้นของเฟดน่าจะกระทบไม่มากเพราะเป็นการทยอยขึ้น

“ส่วนปัจจัยในประเทศต่างชาติกำลังรอดูว่าปัจจัยอะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพราะส่งออกยังไม่ดี ปัญหาหนี้เสียของแบงก์และปัญหาหนี้ครัวเรือนก็ยังสูง การลงทุนเอกชนและการลงทุนของรัฐยังต้องรอดูความชัดเจน”

บล.กสิกรไทย มองว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันมองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงหลายประเด็นโดยเฉพาะความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด การอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของค่าเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการพึ่งพาการส่งออก เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยฟื้นตัวในลักษณะขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจริงไประยะหนึ่ง

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่มากนัก อยู่ที่ประมาณ 2.8% ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกที่หดตัวเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน