
ดีลอยท์รุกขยายธุรกิจอาเซียน
ดีลอยท์รุกอาเซียน จ่อผุดสำนักงานใหม่ในลาว-กัมพูชา ยึดไทยฮับขยายฐานซีแอลเอ็มวี
ดีลอยท์รุกอาเซียน จ่อผุดสำนักงานใหม่ในลาว-กัมพูชา ยึดไทยฮับขยายฐานซีแอลเอ็มวี
นายชาลี มาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีลอยท์ เซาท์อีสต์เอเชีย เปิดเผยว่า ธุรกิจของดีลอยท์ในอาเซียนเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะเป็นโอกาสให้ดีลอยท์ขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เข้าไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน
“ตอนนี้ดีลอยท์มีสำนักงาน 25 แห่งในกลุ่มประเทศอาเซียนและกวม และวางแผนจะเปิดสำนักงานใหม่เพิ่มอีก 2 แห่งใน สปป.ลาว และกัมพูชา โดยจะใช้ดีลอยท์ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในการขยายธุรกิจ เช่น การส่งบุคลากรไปช่วยในสำนักงานแห่งใหม่” นายชาลี กล่าว
ขณะที่หากมองในระดับเอเชียแปซิฟิกนั้น ธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคนี้เติบโตเร็วที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยในปีงบประมาณนี้ คาดว่าจะเติบโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัว 4.9% โดยเฉพาะตลาดอาเซียนมีการเติบโตที่น่าสนใจ และปีนี้ดีลอยท์แปซิฟิกมีแผนจ้างงานเพิ่มอีกประมาณ 1,000 ตำแหน่ง เพื่อรองรับความต้องการที่มีมากขึ้น
ทั้งนี้ ในการขยายธุรกิจบริษัทจะเน้นลงทุนเกี่ยวกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องของดิจิทัลที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันจะเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านการจำหน่ายหุ้นแก่ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และระบบภาษี
สำหรับดีลอยท์ไทยก็เป็นอีกตลาดที่สำคัญสำหรับดีลอยท์ในอาเซียน เพราะผลการดำเนินงานของดีลอยท์ไทยในปีนี้ อัตราการเติบโตที่น่าประทับใจด้วยอัตราการเติบโตเกือบ 13% รายได้รวมกว่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,400 ล้านบาท
นายสุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการดำเนินการของดีลอยท์ไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้อาจจะไม่ได้ขยายตัวเท่ากับอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยในปี 2558 ดีลอยท์ ไทยมีการเติบโต 13% มีรายได้รวมกว่า 1,400 ล้านบาท
นายชาลียังกล่าวถึงเทรนด์ธุรกิจในเอเชียว่า จะเห็นการควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในตลาดนี้มากขึ้น โดยจะเห็นชัดเจนที่สุดในตลาดประเทศกลุ่มอาเซียน เนื่องจากการเปิดเออีซีจะทำให้ตลาดอาเซียนมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เข้ามารุกธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนมากขึ้น ส่วนบริษัทจากจีนจะเน้นธุรกิจด้านพลังงานและอาหาร
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ชาติอาเซียนปรับปรุงด้านต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเปิดเสรีครั้งนี้ เช่น ไทย ควรสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง อินโดนีเซีย ควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรากฐานทางเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะที่ฟิลิปปินส์ควรเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงความสะดวกในการทำธุรกิจ รวมถึงพัฒนามาตรฐานที่อยู่อาศัย บรูไนควรเพิ่มขีดความแข่งขันในธุรกิจบริการอื่นๆ เช่น สายการบิน และการท่องเที่ยว และสิงคโปร์ควรผ่อนคลายนโยบายการเงินการคลังมากขึ้น







