
เปิดทางลัด ‘เจรจาตรง’ เดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
จะเรียกว่าเป็นการ “ล้มประมูล” การคัดเลือกเอกชนลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและรับจ้างดำเนินกิจการโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็ไม่น่าจะผิดนัก
หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2558 มีมติให้ “ยุติ” การคัดเลือกเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 และเปลี่ยนเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 แทน
นั่นเพราะหากไม่มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2558 ออกมา รฟม.จะต้องเดินหน้า “เปิดประมูลทั่วไป” คัดเลือกเอกชนมาเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เท่านั้น
“ก่อนหน้านี้คณะกรรมการมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 มีมติให้การคัดเลือกเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยายใช้วิธี ‘เจรจาตรง’ กับเอกชนรายเดิม หรือบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) แต่เมื่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ด สศช.) และกระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการมาตรา 13 และเห็นควรให้เปิดประมูล รฟม.จะต้องเดินตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 คือ ต้องใช้วิธีการเปิดประมูลเท่านั้น” แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุ
นอกจากนี้ เมื่อพลิกความเห็นของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2558 เรื่องข้อเสนอของคณะกรรมการมาตรา 13 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 ที่เสนอให้เจรจาตรงกับผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า พบว่ากระทรวงการคลังไม่ขัดข้องในหลักการตามมติ ครม.วันที่ 3 มี.ค. 2558 คือ การเดินรถแบบต่อเนื่องสำหรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินตลอดสาย จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์
เพียงแต่กระทรวงการคลังเห็นเพิ่มเติมว่า “ตามหลักสากลการคัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุนโดยวิธีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนผู้ใช้บริการ และเกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ของรัฐอย่างเป็นธรรมนั้น จะไม่มีวิธีการใดดีกว่าการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป”
แต่ทันทีที่มีมติ ครม.เปลี่ยนแนวทางการจัดหาเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย โดยให้ทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 รฟม.จะต้องตั้งโครงการร่วมทุนเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เสนอให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาว่าใช้วิธีการร่วมลงทุนแบบใดระหว่าง PPP Gross Cost และ PPP Net Cost
เมื่อคณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบแล้ว รฟม.จะแต่งตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2556 เพื่อพิจารณาว่าการคัดเลือกเอกชนมาร่วมทุนโครงการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายจะใช้วิธี “เปิดเจรจาตรง” หรือวิธี “การเปิดประมูล”
จึงเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้มีการเปิดเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลได้ เพราะหากคณะกรรมการตามมาตรา 35 ที่แต่งตั้งโดย รฟม.มีมติให้เจรจาตรง และบอร์ด รฟม.เห็นชอบด้วย ก็ให้เสนอเรื่องให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณา หาก สคร.เห็นพ้องกับมติคณะกรรมการตามมาตรา 35 ให้เสนอคณะกรรมการพีพีพีอนุมัติ ก่อนเสนอ ครม.ต่อไป
“ครม.มอบให้คณะกรรมการพีพีพีไปจัดการว่าจะทำวิธีใดและตอบโจทย์ 2 ด้าน คือ 1.ประชาชนต้องได้ประโยชน์สูงสุด และ 2.ภาครัฐต้องประหยัด” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2558
ทว่า ด้วยเงื่อนไขการก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ ที่คืบหน้าไปแล้ว 60% และจะเสร็จทั้ง 100% ปลายปี 2560 นั้น
หากใช้วิธีเปิดเจรจาและลงทุนงานเดินรถจะต้องใช้เวลาถึงปี 2561 หรือจะไม่มีรถไฟฟ้ามาวิ่งบนรางที่สร้างเสร็จแล้วเป็นเวลา 1 ปี และหากใช้วิธีการเปิดประมูลแล้วได้เอกชนมาลงทุนเดินรถต้องใช้เวลา 3 ปี หรือไม่มีรถไฟฟ้ามาวิ่งบนรางที่เสร็จแล้ว 1 ปีครึ่ง-2 ปี
งานนี้จึงเป็นโจทย์หินที่รอคำตอบจากรองนายกฯ สมคิด







