
ซิงเกิ้ลเกตเวย์
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
คว้ารางวัลตลกร้ายแห่งปีไปครองอย่างง่ายดายคือโครงการซิงเกิ้ลเกตเวย์ของรัฐบาล ผมไม่แปลกใจที่ฝ่ายความมั่นคงจะอยากผลักดันโครงการแบบนี้ เพราะจะได้สามารถตรวจสอบข้อมูลที่ต้องการ ช่วยให้รู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และช่วยป้องกันการก่อการร้าย
แต่ที่ประหลาดใจคือ กลุ่มรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนยอมให้เรื่องแบบนี้หลุดออกมาได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเสียหาย และหากทำจริงจะไม่เสียหายเฉพาะภาพลักษณ์ แต่อาจทำให้ประเทศตกต่ำและล้าหลังประเทศอื่นแบบกู่ไม่กลับอีกด้วย
มติ ครม.ครั้งแรกเข้าใจว่าเกิดขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้กระทรวงไอซีทีไปประสานกับกระทรวงยุติธรรม และ สตช. ต่อมามีมติอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 4 ส.ค. สั่งการให้เดินหน้าโครงการโดยเร่งด่วน ซึ่งทั้งสองครั้งเกิดขึ้นก่อนการปรับ ครม. รัฐมนตรีพลเรือนที่กล่าวถึงข้างต้น จึงไม่ได้มีเฉพาะพลเรือนใน ครม.ชุดปัจจุบัน แต่รวมไปถึง ครม.เศรษฐกิจชุดเดิมที่เป็นเจ้าของนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ทำให้เกิดความกังขาขึ้นมาว่า ซิงเกิ้ลเกตเวย์กับเศรษฐกิจดิจิทัลมีความสอดคล้องกันแค่ไหน อย่างไร
ผมจะไม่พูดซ้ำเรื่องข้อดีของซิงเกิ้ลเกตเวย์ เพราะพูดไปหมดแล้วในย่อหน้าแรก แต่จะพูดถึงความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งมีมากมายหลายประการ ดังนี้
หนึ่ง ซิงเกิ้ลเกตเวย์มีต้นทุน และจะเป็นภาระทางงบประมาณการที่กระทรวงไอซีที ภายใต้ ครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ออกมาแก้เกี้ยวว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้กับผู้ใช้บริการ เป็นเพียงลมปากที่เลื่อนลอยไร้สาระและขาดความน่าเชื่อถือ เพราะขนาดยังไม่ผูกขาด บริการของ กสท.ก็แพงกว่าของมาเลเซียกับสิงคโปร์มาก ทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศหลายรายต้องหันไปพึ่งบริการของประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นแทน ต่อไปผูกขาดเบ็ดเสร็จ มีหรือจะถูกลง
ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือ ในระยะยาวนอกจากจะแพงกว่าแล้วยังล้าสมัยอีกด้วย
สอง การรวมศูนย์จะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในภาพรวมมากขึ้น เพราะเวลาล่มจะล่มทั้งประเทศ และจะเสี่ยงต่อการถูกก่อวินาศกรรม รวมทั้งการล้วงและบิดเบือนข้อมูล ลองนึกภาพดูว่าระบบราชการของเราที่ดูแลซิงเกิ้ลเกตเวย์จะต่อสู้ป้องกันตัวจากแฮ็กเกอร์ทั่วโลกได้อย่างไร
ความจริงประเด็นนี้ชาวเน็ตได้ร่วมกันแสดงให้เห็นบ้างแล้วในวันสิ้นเดือนที่ผ่านมา โดยคนเพียงหยิบมือเดียวเข้ามาในเว็บของทางการ เพียงกดปุ่มเอฟ 5 หรือรีเฟรชแบบรัวๆ พร้อมๆ กันไม่กี่ครั้ง เว็บก็ล้มระเนระนาดไปเกือบสิบเว็บอย่างง่ายดาย
อย่าไปข่มขู่ชาวเน็ตเลยครับว่าอาจจะถูกดำเนินคดี ควรขอบคุณเขามากกว่าที่ช่วยเตือนสติ คนเหล่านี้มีจุดยืนและวิสัยทัศน์มากกว่ารัฐมนตรีและข้าราชการในกระทรวงไอซีทีจำนวนมากเสียอีก
สาม ซิงเกิ้ลเกตเวย์จะมีผลกระทบในเชิงลบต่อการลงทุนจากต่างประเทศอย่างแน่นอน บางบริษัทอาจมีนโยบายที่เขียนไว้แล้วอย่างชัดเจนว่ามาลงทุนไม่ได้ หรือควรหลีกเลี่ยง แต่ถึงจะไม่มีข้อห้าม ในการเสนอโครงการให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ประเด็นนี้จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
ความใฝ่ฝันที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค หากยังหลงเหลืออยู่ ต่อไปก็เลิกคิดได้
สี่ การพัฒนาประเทศจะเกิดความล่าช้า และในระยะยาวอาจกลายเป็นตัวถ่วงให้ไทยล้าหลังประเทศอื่น เพราะผมไม่เชื่อว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบจะปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีได้ทัน
ซิงเกิ้ลเกตเวย์เป็นรูปแบบหนึ่งของการปิดประเทศ โดยไม่ต้องมีกำแพงคอนกรีต หรือรั้วลวดหนาม หรือคูน้ำปิดกั้นไว้รอบด้าน จนเหลือประตูเข้าออกหรือสะพานข้ามเพียงจุดเดียว
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน ยกเว้นจีนกับเกาหลีเหนือ
เกาหลีเหนือคงไม่ต้องพูดถึง เพราะล้าหลังและนอกรีตเพียงใดทราบกันดีอยู่แล้ว และคงไม่มีใครอยากให้ประเทศของเราอยู่ในสภาพเช่นนั้น ส่วนจีนถือตัวเองเป็นประเทศใหญ่ มีความสำคัญสูงถึงจะปิดประตูก็มีคนนอกเรียงหน้าเคาะประตูขอเข้ามา และที่สำคัญจีนสามารถชดเชยผลเสียจากการปิดประตูด้วยการซื้อเวลาให้บริษัทจีนพัฒนาระบบและยึดครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศเอาไว้ก่อน เห็นได้ชัดจากการห้ามใช้เฟซบุ๊กกับไลน์ แต่ให้ใช้ซอฟต์แวร์ที่บริษัทจีนเป็นเจ้าของแทน ด้วยเหตุนี้ เราจึงเอาตัวเราไปเปรียบกับจีนไม่ได้ ถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับเกาหลีเหนือสถานเดียว
ห้า ฝ่ายตรงข้ามจะมีข้ออ้างในการหาแนวร่วมเพื่อต่อต้านรัฐบาลและ คสช.มากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกประเทศ แม้รัฐบาลจะพยายามชี้แจงว่าจะไม่ใช้ซิงเกิ้ลเกตเวย์ไปในทางคุกคามสิทธิมนุษยชนเป็นอันขาด แต่คนส่วนใหญ่ก็จะโน้มเอียงไปในทางไม่เชื่อมากกว่า
แรงต่อต้านที่มีให้เห็นมากมาย ทำให้หลายคนเชื่อว่าซิงเกิ้ลเกตเวย์ตายสนิทแล้ว ถูกฌาปนกิจไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีบางกระแสที่บอกว่าเป็นเพียงการเผาหลอก ไม่ใช่เผาจริง เพราะยังมีคนในฝ่ายความมั่นคงที่ยังไม่ละความพยายาม เพียงรอเวลาให้คลื่นลมสงบกว่านี้ ก่อนกลับมาผลักดันโครงการอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนตัวผมอยากแนะนำให้เลิกโครงการโดยเด็ดขาด แต่ไม่ใช่ให้เลิกความพยายามในการตรวจสอบข้อมูลและป้องกันเหตุร้ายนะครับ เพียงแต่ให้หันไปหาวิธีอื่นที่มีผลเสียน้อยกว่า และเป็นวิธีที่ประเทศอื่นเขาทำกัน ผมเชื่อว่าเกือบทุกประเทศมีระบบตรวจสอบข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพียงแต่เขาทำกันเงียบๆ โดยก่อนทำไม่ต้องไปขอหมายศาล
ไม่ควรแปลกใจที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไม่ยอมให้ความร่วมมือโดยไม่มีหมายศาล เพราะอาจทำให้เขาเสียชื่อ และลูกค้าย้ายไปใช้บริการของค่ายอื่น
ผมอยากแนะนำให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยการแก้กฎหมายความมั่นคงแทน บังคับให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายต้องติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบข้อมูล แต่ห้ามเปิดใช้ ยกเว้นกรณีที่รัฐร้องขอเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงเท่านั้น
ผมขอลา 2 สัปดาห์ เพื่อเดินทางไปต่างประเทศ จะกลับมาพบกับท่านผู้อ่านอีกครั้งฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 ต.ค. 2558







