
ฟังชาวโลกด้วย
แม้คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยจะดูตัวเลขแปลกๆ ขัดแย้งกันพอสมควร แต่อย่างที่โบราณว่า จิ้งจกทักยังต้องฟัง มาครั้งนี้ช่วงต้นสัปดาห์ องค์กรการเงินระดับโลก คือ ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ต่างออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยลง โดยธนาคารโลกลดเหลือ 2.5% ไอเอ็มเอฟลดจาก 3.2% เหลือ 2.5%
แม้คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยจะดูตัวเลขแปลกๆ ขัดแย้งกันพอสมควร แต่อย่างที่โบราณว่า จิ้งจกทักยังต้องฟัง มาครั้งนี้ช่วงต้นสัปดาห์ องค์กรการเงินระดับโลก คือ ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ต่างออกมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยลง โดยธนาคารโลกลดเหลือ 2.5% ไอเอ็มเอฟลดจาก 3.2% เหลือ 2.5%
เป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นทางการที่สรุปเมื่อครึ่งปีว่า ภาพรวมครึ่งปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.9% และคาดการณ์ว่าในครึ่งปีหลัง ซึ่งปกติการส่งออกน่าจะดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก และการบริโภคภายในประเทศที่น่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีเทศกาลงานเฉลิมฉลองต่างๆ สองเครื่องจักรเศรษฐกิจนี้ควรจะทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังดีขึ้น และน่าจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปีน่าจะดีกว่า 2.9%
อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารโลกออกมาปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตเหลือ 2.5% ด้วยเหตุผลที่เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60-70% ของจีดีพี เมื่อเศรษฐกิจโลกยังชะลอ และจีนยังหดตัว จึงเชื่อว่าการส่งออกของไทยไม่น่าจะดีตามคาด และเศรษฐกิจไม่น่าจะขยายตัวได้มากกว่าครึ่งปีแรก
ทว่า ถึงจะลดตัวเลขจีดีพีไทยลง แต่ธนาคารโลกกลับคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ 0.8% ทั้งๆ ที่รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์เพิ่งออกมายอมรับว่าส่งออกไทยทั้งปีคงไม่อยู่ในแดนบวกหรือเสมอตัวที่ 0% แต่คงต้องติดลบ โดยทั้งปีจะติดลบ 3% ส่วนภาคเอกชนมองลบไปไกลกว่าว่าภาพรวมส่งออกไทยปีนี้จะติดลบมากกว่า 5% แน่ สวนทางกับธนาคารโลกมองว่าไทยยังส่งออกเป็นบวก 0.8% แต่ให้เศรษฐกิจโตแค่ 2.5% ส่วนไทยยังมองว่าถึงส่งออกติดลบ 3% แต่เศรษฐกิจจะโตได้ 3%
บนความแปลกของตัวเลขระหว่างธนาคารโลกที่มองส่งออกยังเป็นบวก แต่ให้เศรษฐกิจไทยโตแค่ 2.5% กับรัฐบาลไทยที่ยอมรับว่าส่งออกคงติดลบ แต่เศรษฐกิจโตได้ 3% ด้านไอเอ็มเอฟได้ออกมาลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้จาก 3.2% เหลือ 2.5% ตามคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงจาก 3.3% เหลือ 3.1% เพราะเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี
ด้านรัฐบาลไทยมองว่าที่ไทยโดนองค์กรการเงินต่างประเทศปรับลดการเติบโตเศรษฐกิจ เพราะยังไม่รวมปัจจัยมาตรการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนของรัฐบาลไทยใน 3 เดือน เช่น โครงการ 1.3 แสนล้านบาท หากมาตรการได้ผล หน่วยงานต่างประเทศก็อาจปรับเพิ่มขยายตัวเศรษฐกิจ
จากภาพรวมทั้งหมด จึงไม่อยากให้รัฐบาลรอแค่ความหวังกับมาตรการกระตุ้นอัดฉีดเงินลงรากหญ้า เพิ่มกำลังซื้อ เพื่อหวังจะให้การบริโภคสินค้า ดึงให้เกิดการลงทุนเอกชน รวมทั้งเอสเอ็มอี เพราะคำเตือนเรื่องการปรับโครงสร้างผลิตส่งออกให้สอดคล้องกับแนวโน้มโลก การพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นับเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรต้องมีมาตรการให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อความมั่นใจให้เศรษฐกิจดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว







