
หลอกลวงฝากเข้ารับราชการ
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์
ช่วงนี้มีข่าวข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน เข้าไปเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชน โดยอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นฝากลูกหลานชาวบ้านเข้ารับราชการได้โดยไม่ต้องผ่านการสอบ เช่น คดีล่าสุด กองปราบได้จับกุมอดีตข้าราชการ ซี5 เรียกเงิน 10 ล้านบาท จากชาวบ้าน อ้างว่าสามารถฝากเข้าทำงานรับราชการในองค์การบริหารส่วนตำบลได้ มีชาวบ้านหลงเชื่อถูกหลอกลวงไปหลายราย เสียเงินไปคนละหลายแสนบาท เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถที่จะฝากเข้ารับราชการได้ โดยอ้างว่าสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันไม่ปกติ อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การวิ่งเต้นกับหน่วยงานราชการเป็นเรื่องยาก ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวนั้นเป็นความเท็จทั้งสิ้น การหลอกลวงประชาชนเกี่ยวกับเรื่องการฝากเข้าทำงาน ทั้งราชการและเอกชนนั้นมีมานานแล้ว แต่ก็ยังมีคนหลงเชื่อและยอมเสียเงินเสียทองจำนวนมากให้กับมิจฉาชีพเหล่านี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1.มีความเชื่อว่าถ้าลูกหลานได้เข้ารับราชการจะมีเกียรติมีศักดิ์ศรี อาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่มั่นคง มีสวัสดิการเป็นอย่างดีจนถึงเกษียณอายุราชการ โอกาสที่จะถูกเลิกจ้างมีน้อยมากเนื่องจากการที่จะไล่ออกจากราชการนั้นมีขั้นตอนกระบวนการที่คุ้มครองข้าราชการเป็นอย่างดี
2.การสอบเข้ารับราชการนั้นมีผู้สมัครสอบจำนวนมาก แต่รับจำนวนน้อยมาก เช่น อัตราส่วน 1:1,000, 1:2,000 โอกาสที่จะผ่านการสอบข้อเขียนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากลูกหลานตัวเองนั้นเรียนหนังสือไม่เก่งเหมือนกับคนอื่น ถึงแม้จะไปสมัครสอบก็คงไม่มีโอกาสผ่านข้อเขียนไปได้ จึงหลงเชื่อพวกมิจฉาชีพที่มาหลอกลวง
3.มิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนเรียกเงินจากชาวบ้านนั้นส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านที่รู้จักกันดี อาศัยความไว้วางใจที่ชาวบ้านมีต่อตัวเองและมีความเชื่อว่าไม่น่าจะหลอกลวงเพราะคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หรือถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันก็จะเป็นกรณีที่มีคนที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเป็นคนแนะนำ บางคนเรียกว่านายหน้า บางคนเรียกว่าหน้าม้า ทำงานในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ช่วยกันหลอกลวงผู้เสียหาย เมื่อได้เงินได้ทองจากการหลอกลวงก็จะนำเงินมาแบ่งกัน ทำกันเป็นขบวนการ
4.ขบวนการหลอกลวงฝากเข้าทำงานเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันที่มาร้องเรียนที่ทนายคลายทุกข์มีหลายคดี ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือใกล้ชิดกับผู้หลักผู้ใหญ่ของหน่วยราชการนั้น เช่น เป็นคนขับรถของผู้บัญชาการ หรือเป็นเลขา หรือเป็นหน้าห้อง หรือทำงานใกล้ชิดผู้บังคับบัญชา เวลาหลอกลวงก็จะแต่งเครื่องแบบเต็มยศ หรือมีภาพถ่ายประกอบทำให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น บางรายก็จะนัดหมายไปพบกันที่หน่วยงานราชการ ยิ่งทำให้ผู้เสียหายเชื่อได้ง่ายขึ้นเพราะทั้งการแต่งกายลีลาการพูดของมิจฉาชีพ สถานที่ ช่างสอดคล้องน่าเชื่อถือ จึงยอมส่งมอบทรัพย์สินให้
5.มีการปลอมเอกสารมาประกอบกับการหลอกลวง เช่น ทำเอกสารอ้างเบื้องสูงหรือทำเอกสารมีตราครุฑและมีตราประทับว่าด่วนที่สุด บางรายประทับตราว่าลับ บางรายมีการใช้ลายเซ็นปลอมของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รัฐมนตรี แต่ส่วนใหญ่มักจะทำเป็นสำเนาไม่ใช่ต้นฉบับ เช่น อ้างว่าเป็นสำเนาที่ส่งโทรสารด่วนจากต้นสังกัด การนำเอกสารปลอมเพื่อแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพได้รับมอบหมายให้มีอำนาจในการหาคนมารับราชการ ประกอบกับลีลาการนำเสนอที่น่าเชื่อถือ ก็มีส่วนช่วยให้ผู้เสียหายยอมส่งมอบทรัพย์สินได้ง่ายขึ้น
6.ความรักของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกหลานของตัวเองรับราชการ ทำให้ยอมทุกอย่างที่จะเป็นหนี้เป็นสิน ขายที่ดิน ขายนา ขายบ้าน กู้เงินนอกระบบ มาจ่ายให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ ดังนั้น คนที่เป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เมื่อพบกับมิจฉาชีพเหล่านี้ก็ควรจะสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนที่จะยอมเสียเงินเสียทองให้กับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้
ตัวอย่างคดีที่เกี่ยวกับการหลอกลวงเข้ารับราชการและเคยมีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ทนายคลายทุกข์ได้ไปค้นคว้ามา มีดังต่อไปนี้
1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1960/2534
การที่ บ. และ ส.ตกลงให้เงินแก่จำเลยเพื่อนำไปมอบให้แก่คณะกรรมการสอบ หรือผู้สั่งบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ ในตำแหน่งเสมียนได้ เพื่อให้ช่วยเหลือบุตรของตนเข้าทำงาน ในกรมชลประทานโดยไม่ต้องสอบนั้น เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถือได้ว่า บ. และ ส.ใช้ให้จำเลยกระทำผิดนั่นเอง บ. และ ส.จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง แม้จะได้ร้องทุกข์และพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนมาแล้วก็ไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง
2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2440/2525
จำเลยกับภริยาร่วมกันหลอกลวง ศ. ว่าสามารถนำบุตรของ ศ.เข้าเรียนเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องสอบคัดเลือกเข้าเรียน และเรียกร้องเอาเงินจำนวนหนึ่ง ศ.ตกลงและมอบเงินให้ภริยาจำเลยไป ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ศ.ให้เงินไปเพื่อให้จำเลยหรือภริยานำไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการสอบคัดเลือกให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต พฤติการณ์น่าจะเป็นว่าจำเลยกับภริยาร่วมกันหลอกลวง ศ.เพื่อต้องการได้เงินจาก ศ.เท่านั้น ถือไม่ได้ว่า ศ.ได้ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงานอันเป็นการใช้ให้จำเลยกระทำผิด ศ.ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายและมีสิทธิร้องทุกข์
3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4744/2537
จำเลยตกลงกับ ร. ว่าถ้าให้เงิน 60,000 บาท บุตรของ ร.จะเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบกได้ ร.ได้ต่อรองเหลือ 50,000 บาท และ ร.ได้มอบเงินแก่จำเลยจนครบถ้วนแล้ว แต่ต่อมาบุตรของ ร.สอบเข้าเรียนไม่ได้ เพราะจำเลยไม่สามารถช่วยให้เข้าเรียนได้ก็เป็นการหลอกลวง ร.ทั้งไม่ปรากฏว่า ร.ได้ให้เงินแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการสอบคัดเลือกให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต การที่จำเลยรับว่าจะช่วยบุตรของ ร.จึงเป็นการหลอกลวง ร. เพื่อต้องการได้เงินจาก ร.เท่านั้น ไม่ถือว่า ร.ร่วมกับจำเลยนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันเป็นการใช้ให้เจ้าพนักงานกระทำความผิด ร.ย่อมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงได้ ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยว่า จำเลยหลอกลวงและได้รับเงินไปจากผู้เสียหายหรือไม่ เพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่
ทนายคลายทุกข์หวังว่าบทความนี้จะช่วยป้องกันมิให้ท่านตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพได้บ้างนะครับ







