
ท่องเที่ยวลดเสี่ยง โหมดึงกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิกใต้
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
“เรานำธรรมะกับการตลาดมาปรับใช้ได้จริงในการวางแผนยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวบ้านเราจำนวนมาก แต่ก็อาจหายไปในพริบตาได้ทุกขณะ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการแผนงานให้ครบด้าน รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป” ศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ฉายภาพการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน
รองผู้ว่าการหญิงป้ายแดงคนนี้กุมบังเหียนสำนักงาน ททท.ต่างประเทศ 18 สำนักงาน ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดความหวังหลัก ในการปั๊มรายได้ทางการท่องเที่ยว คิดเป็นสัดส่วน 62.23% ของรายได้รวม ส่วนฝั่งยุโรปและอเมริกามีสัดส่วน 37.76% ขณะที่ในแง่จำนวนนักท่องเที่ยว ตลาดกลุ่มนี้คิดเป็น 74.67% และตลาดยุโรปและอเมริกา 25.32%
ศรีสุดา บอกว่า ต้องเดินเกมรุกตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และรักษาฐานลูกค้าที่ชื่นชอบประเทศไทยกระตุ้นให้เดินทางมาถี่ขึ้น
ทั้งนี้ ยอมรับว่าช่วงปี 2557-2558 ไทยพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวจีนสูง ทั้งด้านรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยว และหลังเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์ ตลาดจีนก็พลิกฟื้นสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน 1-7 ต.ค. มีชาวจีนมาไทย 1.6-2 แสนคน เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปี 2557 สร้างรายได้ 4,130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56%
ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวเติบโตอย่างสดใส โดยเฉพาะตลาดจีน แต่ ททท.ก็ต้องวางแผนบริหารความเสี่ยงรองรับ กรณีตลาดใดตลาดหนึ่งเกิดปัญหาขึ้น โดยมีกลยุทธ์คือ รักษาฐานลูกค้าต่างชาติที่มาเที่ยวไทยซ้ำ ซึ่งจะอยู่ในกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกใต้มาก แต่มีข้อเสียคือ มีการใช้จ่ายต่อครั้งมีแนวโน้มลดลง
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.ต่างประเทศ ทั้ง 18 แห่ง เก็บสถิตินักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยแบบซ้ำๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น บัตรเครดิต สายการบิน ห้างสรรพสินค้า เพื่อนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่าย การบริโภค การพักโรงแรม มาปรับใช้เพื่อนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวที่เหมาะสม เพิ่มกิจกรรมใหม่ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว
“ที่ผ่านมา ททท.ทำโครงการ เดอะ เบสต์ ออฟ ไทยแลนด์ อวอร์ด ในจีน ให้คนจีนโหวตเลือก 10 อันดับสินค้าสุดโปรด และนำข้อมูลไปสร้างการรับรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพูดถึงแบบปากต่อปาก โดยจะทำโครงการนี้ในตลาดอื่นๆ ในปีหน้าด้วย” ศรีสุดา ระบุ
นอกจากนี้ ททท.ยังเน้นตลาด “ดาวรุ่ง” ที่มีนักท่องเที่ยวมาไทยเกิน 1 ล้าน/ปี เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย มาเลเซีย ส่วนฮ่องกงมีนักท่องเที่ยวมาไทยปีละประมาณ 9 แสนคน แต่มีความถี่การเดินทางสูง ซึ่งจะต้องเร่งเจาะลึกตลาดเหล่านี้ นำเสนอสินค้าให้สอดคล้องกับความสนใจของคนแต่ละกลุ่มอายุในแต่ละตลาด
ขณะที่ตลาดอาเซียน 9 ประเทศ จะเน้นกระตุ้นการเดินทางภายในภูมิภาค ให้ยึดไทยเป็น “ศูนย์กลาง” การเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวีที่สามารถเดินทางเชื่อมโยงกันได้ ซึ่ง ททท.เตรียมร่วมมือกับช่องทีวีช็อปปิ้งสินค้าของไทย นำเสนอแพ็กเกจเส้นทางการท่องเที่ยวไทย การแนะนำแหล่งท่องเที่ยวไปยังกลุ่มซีแอลเอ็มวี ก่อนขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมในอาเซียนในลำดับต่อไป
สำหรับปี 2559 ททท. ประเมินว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในตลาดเอเชียและแปซิฟิกจะสดใสทุกตลาด เพราะเศรษฐกิจของทุกประเทศกำลังขยายตัว ยกเว้นตลาด “ญี่ปุ่น” ที่นักท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาบ้าง
“เชื่อว่านักท่องเที่ยวจากประเทศกลุ่มเอเชียและแปซิฟิกมีความพร้อมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย แต่เราเองต้องนำเสนอสินค้าท่องเที่ยวที่หลากกลาย และรักษาความสงบภายในประเทศไว้ให้ได้” ศรีสุดา กล่าว
ด้านอุปสรรคของภาคท่องเที่ยวนั้น ศรีสุดา มองว่า คือกลยุทธ์การตลาดของทุกประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศตัวเอง ซึ่งล้วนแต่ใช้มาตรการส่งเสริมคล้ายๆ กัน เช่น เกาะเชจู ประเทศเกาหลี ยกเว้นวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีน การเพิ่มช่องทางตรวจคนเข้าเมืองสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี เป็นต้น
ส่วนแนวคิดการตั้งเป้าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยและอัตราการเติบโต โดยประเมินจากจำนวนคนของชาติต่างๆ ที่เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศนั้น มีความเป็นไปได้ภายใต้มิติการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนที่่จะรองรับและอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาพักผ่อนในไทย ศรีสุดา กล่าวทิ้งท้าย







