posttoday
เลกซัส อีเอส 300 เอช เปลี่ยนใหม่ให้ตรงใจ

เลกซัส อีเอส 300 เอช เปลี่ยนใหม่ให้ตรงใจ

06 ตุลาคม 2558

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อช่วงกลางปี 2557 สำหรับรถยนต์นั่งขนาดกลางระดับพรีเมียม สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง เลกซัส อีเอส 300 เอช (Lexus ES300h) ซึ่งการเปิดตัวดังกล่าวเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เนื่องจากที่ผ่านมามีแผนการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จนกระทั่งมีการเปิดตัวไปในช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น

จากนั้นผลตอบรับภายหลังการเปิดตัวมาไม่นาน กลับไม่ดีอย่างที่คาดหวังว่าจะเป็นรุ่นที่สามารถครองใจผู้บริหาร ด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ไว้ให้อยู่ระหว่างความหรูหรากับความเป็นสปอร์ต เพื่อขยับอายุกลุ่มเป้าหมายให้ลดลงเหลือตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป จากเทรนด์การประสบความสำเร็จในชีวิตเร็วขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มครอบครัว ก็ยังไม่สำเร็จอีกครา และไม่ได้เป็นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก

กระทั่งได้มีการทำผลสำรวจไปทั่วโลกเพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น โดยพบว่าหลักใหญ่ใจความสำคัญอยู่ที่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ “เลกซัส อีเอส 300 เอช” คันนี้มีหน้าตาไปละม้ายคล้ายคลึงกับ
โตโยต้า คัมรี เสียนี่กระไร

ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเลกซัสจึงไม่รอช้า เร่งพัฒนาปรับปรุงทั้งรูปแบบหน้าตา รวมถึงการปรับจูนเครื่องยนต์และช่วงล่าง พร้อมการเพิ่มเติมเทคโนโลยีความฉลาดเข้าไปอีก เพื่อให้ฉีกหนีสิ่งที่เกิดขึ้น และได้สะท้อนออกมาจากแบบสอบถาม จึงได้เปิดตัวรุ่นปรับโฉมใหม่ (ไมเนอร์เชนจ์) ที่ต้องเรียกได้ว่าเร็วกว่าที่เป็นไปจากปกติตามธรรมเนียม

“โพสต์ทูเดย์” จึงได้มีโอกาสได้ลองสัมผัสอีกครั้ง และได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปทั้งคัน ดูมีความดุดันแนวสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าใหญ่โตอลังการสอดรับกับไฟหน้าแอลอีดีแบบ 2 ดวง และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (เดย์ไทม์รันนิ่งไลต์) รูปทรงหัวลูกศรเอกลักษณ์ รวมถึงไฟตัดหมอกด้วย เช่นเดียวกันกับไฟท้ายแบบแอลอีดีแอ็กทีฟทรงใหม่ แลดูจะฉีกหนีความซ้ำได้ไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและการออกแบบภายในไม่ต้องพูดถึงเพราะขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราอยู่แล้ว

มาถึงอีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับเทคโนโลยี คือ ระบบเตือนเมื่อมีรถด้านหลัง (Rear Cross Traffic Alert) ที่ใช้สัญญาณเรดาร์ตรวจจับรถยนต์ที่อยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็น อีกทั้งระบบเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor System) ที่ใช้เรดาร์แบบเดียวกันในการตรวจจับรถยนต์บนท้องถนนที่วิ่งอยู่ในมุมอับสายตาและจะแสดงผลในกระจกมองข้าง

สำหรับอารมณ์การขับขี่ของเครื่องยนต์เบนซิน ไฮบริด ขนาด 2.5 ลิตร VVT-i ให้กำลังสูงสุด 205 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยระยะเวลา 8.5 วินาที

หลังเหยียบคันเร่งกดปุ่มพร้อมสตาร์ทเครื่อง เงียบสนิทเหมือนเครื่องไม่ติด เพราะระบบไฟฟ้าทำงาน ในช่วงเริ่มต้นจนต้องเหลือกตาดูคำว่า Ready ที่มาตรวัดจึงทราบว่าพร้อมเดินทาง ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ โหมดไฟฟ้า (EV) โหมดประหยัด โหมดปกติ โหมดสปอร์ต ซึ่งจะมีการจัดการความเหมาะสมของระบบต่างๆ ในตัวรถเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละโหมด

ช่วงล่างที่ถูกปรับจูนใหม่นั้นช่วยให้ความมั่นใจในการเกาะถนนมากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า สอดคล้องกับการปรับอัตราทดเกียร์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วฉลาดลงตัวขึ้น ไว้ใจได้ทุกย่านความเร็ว

ดังนั้น การปรับโฉมใหม่ครั้งนี้มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้เชื่อว่าด้วยรูปร่างหน้าตาและการปรับจูนทั้งหลายทั้งปวงที่ดีขึ้น คงถูกอกถูกใจตรงตามแนวทางที่อยากให้เป็นยิ่งขึ้น ด้วยราคาค่าตัวคันนี้ที่ 3.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อยู่ที่ 3.89 ล้านบาท พอดีๆ โอเคอยู่

หวังว่างานนี้คงไปถูกทางตรงใจกลุ่มเป้าหมายสักทีเถอะ 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ