posttoday
ชงผุดกองทุนหนุนบุกอาเซียน

ชงผุดกองทุนหนุนบุกอาเซียน

06 ตุลาคม 2558

ชงรัฐตั้งกองทุนหนุนรายเล็กบุกอาเซียน ตั้งโชว์รูมชายแดนขายสินค้าเอสเอ็มอี

ชงรัฐตั้งกองทุนหนุนรายเล็กบุกอาเซียน ตั้งโชว์รูมชายแดนขายสินค้าเอสเอ็มอี

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานเสวนา “โอกาสและความท้าทายการค้าและการลงทุนในเมียนมา” ว่า ต้องการเสนอให้หน่วยงานภาครัฐจัดตั้งกองทุนปล่อยกู้เงินให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตลาดซีแอลเอ็มวี

“กองทุนดังกล่าวน่าจะมีเงินก้อนแรกประมาณ 500 ล้านบาท สำหรับปล่อยกู้เอสเอ็มอี โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและธนาคารรัฐเป็นผู้ให้เงินก้อนแรก และปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 3% รวมทั้งเร่งหาพันธมิตรในประเทศเมียนมา เชื่อว่าจะช่วยทำให้สัดส่วนการลงทุนในเมียนมาของเอสเอ็มอีไทยจะเพิ่มขึ้นอีกมาก” นายอัทธ์ กล่าว

ทั้งนี้ อุปสรรคหลักสำหรับการลงทุนของเอสเอ็มอีไทยในเมียนมา คือ ราคาที่ดินและค่าเช่าอาคารสำนักงานมีราคาแพงผิดปกติ โดยราคาที่ดินแพงขึ้น 200-300% ค่าเช่าอาคารสำนักงานเพิ่มขึ้น 100% ทำให้เอสเอ็มอีสู้ไม่ไหว ดังนั้นแนะนำให้ไปทำตลาดในเมืองรองแทนซึ่งแม้จะมีกำลังซื้อไม่สูงนัก แต่สามารถช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีได้

ด้าน นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ได้หารือกับรัฐบาล โดยมีความเห็นจะให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็น
ผู้ลงทุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์แสดงสินค้า หรือโชว์รูมสินค้าของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยตามเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 แห่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นำสินค้าไปวางแสดงเพื่อให้คนในเพื่อนบ้านรู้จักและคุ้นเคยกับสินค้าไทย เพื่อจะได้ง่ายต่อการส่งออกสินค้าไปทำตลาดในอนาคต เบื้องต้นจะทดลองทำที่เขตเศรษฐกิจแม่สอดและสระแก้วก่อน

“หากทำศูนย์แสดงสินค้า (โชว์รูมสินค้า) ให้เอสเอ็มอีได้จริง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในเข้าถึงตลาดของสินค้าเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านให้ได้ 2 ล้านล้านบาท ตามเป้าที่ตั้งไว้” นายนิยม กล่าว

นายนิยม กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านนั้น แนะนำให้ทดลองลงทุนในตลาดชายแดนก่อน 1-2 ปี เพื่อศึกษากฎหมาย ตลาด และสั่งสมประสบการณ์ รวมทั้งยังเป็นการหาพันธมิตรทางธุรกิจไปในตัว ซึ่งจะทำให้การเข้าไปลงทุนในเมียนมาประสบความสำเร็จง่ายขึ้น

สำหรับโอกาสการลงทุนในเมียนมา นายอัทธ์ กล่าวว่า อุตสา หกรรมที่เหมาะสมส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ และก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ส่วนภาคบริการจะเป็นกลุ่มบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย บัญชี การท่องเที่ยว โรงแรมและสปา เป็นต้น

ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเมียนมาในปี 2557 อยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ซึ่งประมาณ 80% เป็นการค้าผ่านช่องทางการค้าชายแดน และเชื่อว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 4-5 แสนล้านบาทได้ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า หลังจากธุรกิจไทยเข้าไปขยายธุรกิจในเมียนมามากขึ้น ซึ่งตอนนี้ยังมีโอกาสอีกมากสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล