posttoday
ความเชื่อมั่นกับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ความเชื่อมั่นกับแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

06 ตุลาคม 2558

จากบทความที่แล้ว ผมได้พูดถึงและแสดงความชื่นชมกับมาตรการต่างๆ ของทีมเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งนำโดยท่านรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับฐานรากและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้วยการออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจแบบครบวงจร มีวงเงิน 2.3 แสนล้านบาท ผ่านองค์กรการเงินชุมชนทั้งระดับหมู่บ้านและตำบล ถือว่าเป็นช่องทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าช่องทางอื่นในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

จากบทความที่แล้ว ผมได้พูดถึงและแสดงความชื่นชมกับมาตรการต่างๆ ของทีมเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งนำโดยท่านรองนายกฯ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจระดับฐานรากและผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้วยการออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจแบบครบวงจร มีวงเงิน 2.3 แสนล้านบาท ผ่านองค์กรการเงินชุมชนทั้งระดับหมู่บ้านและตำบล ถือว่าเป็นช่องทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าช่องทางอื่นในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

ธนาคารออมสินเองได้มีบทบาทเป็นผู้นำในการสนับสนุนเงินกู้ทั้งผ่านกองทุนหมู่บ้าน 3 หมื่นล้านบาท และปล่อยกู้ Soft Loan เพื่อสนับสนุน SMEs 1 แสนล้านบาท รวมถึงร่วมลงขันตั้งกองทุน Capital Fund เพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งธนาคารออมสินจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน ธ.ค.นี้ เพื่อจะได้มีเงินลงไปหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น คาดว่าในเร็วๆ นี้จะมี
แพ็กเกจใหม่ออกมาต่อเนื่องเชื่อมโยงครอบคลุมธุรกิจระดับกลางและขนาดใหญ่ในภาคเศรษฐกิจจริง

ขณะเศรษฐกิจภาพรวมระดับมหภาค ทีมเศรษฐกิจก็ติดตามอย่างใกล้ชิดพร้อมที่จะใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศกลับคืนมาอย่างแน่นอน เพราะไปสอดรับกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เร่งดำเนินการอยู่ เช่น โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของเออีซี

เศรษฐกิจช่วงนี้กำลังซื้ออยู่ในภาวะตึงตัว ผู้บริโภคเองก็เริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เห็นได้จากตามห้างสรรพสินค้าหรืออีเวนต์ต่างๆ ไม่ค่อยคึกคักเท่าที่ควร ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ สำหรับผมคิดว่าความเชื่อมั่นของภาคประชาชนมีส่วนสำคัญมาก เพราะหากเราคาดว่าเราจะมีรายได้ค่อนข้างแน่นอนเข้ามาในอนาคต การตัดสินใจใช้จ่ายซื้อสิ่งที่ต้องการก็จะง่ายขึ้น

ดังนั้น ในช่วงนี้ผมคิดว่าหากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องในส่วนของการกระตุ้นกำลังซื้อของภาคอสังหาริมทรัพย์น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ประชาชนในประเทศมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขณะนี้กำลังเริ่มซบเซาจากการที่ลูกค้าขาดกำลังซื้อและปัญหา Oversupply ของภาคธุรกิจ

ดังนั้น มาตรการนี้จะได้ประโยชน์หลายด้านทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย Supply Chain การจ้างงาน และเศรษฐกิจภาพรวม โดยการลดข้อจำกัดสำหรับคนที่ต้องการมีบ้านอยู่อาศัย เช่น มาตรการสินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% จำนวน 2-3 ปี รวมถึงการขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้ยาวขึ้น การลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน การจดจำนอง และการผ่อนปรนทางภาษีต่างๆ โดยกำหนดวงเงินในการกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อให้ Demand และ Supply สอดคล้องกัน

มาตรการนี้ไม่ใช่ยาแรง ไม่ได้เพิ่มหนี้ และไม่ได้ลดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคารลง แต่เป็นการส่งเสริมให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อบ้านที่เหมาะกับรายได้ของตนเอง และผู้ประกอบการเองก็ต้องลดราคาลงมาบ้าง รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ซื้อก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการเก็งกำไรลง

เพราะมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อของธนาคารยังคงเดิมไม่ได้ผ่อนเกณฑ์อะไร (หรือหากมีการผ่อนเกณฑ์ด้านข้อมูลเครดิตลงบ้าง จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น) และในระยะต่อไป หากสามารถนำเครื่องมือทางการเงินรูปแบบต่างๆ มาใช้ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์มาใช้ ก็จะทำให้รูปแบบการระดมทุนเพื่อใช้ดำเนินโครงการของผู้ประกอบการ หรือรูปแบบการกู้ยืมของลูกหนี้เปลี่ยนไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของภาคธุรกิจ SMEs เองปัญหามีหลายด้าน แต่ที่สำคัญคือเรื่องการตลาด และการที่สินค้าส่วนใหญ่ไม่มีมูลค่าเพิ่มเพราะขาดนวัตกรรม ส่งผลให้ผลิตสินค้าออกมาแล้วขายไม่ได้เกิดต้นทุนจม แล้วก็ขาดสภาพคล่อง และส่งผลกระทบต่อธนาคารในที่สุด จริงอยู่ภูมิศาสตร์ประเทศเรามีศักยภาพทั้งด้านการผลิตสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยว เรามีภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมหลากหลาย แต่ผู้ประกอบการ SMEs ของไทยยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ผมว่าสิ่งที่น่าจะทำเพิ่มคือการวิจัยธุรกิจ SMEs ครั้งใหญ่ให้ครบทุกจังหวัด ว่าแต่ละจังหวัดมีจุดเด่นพิเศษด้านไหน จะขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าใด และมีช่องทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์อย่างไร

อีกด้านคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งฐานข้อมูลและพัฒนาช่องทางการตลาดและประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่ม SMEs เช่น จัดงานแสดงสินค้า ร้านค้าผ่านModern Trade และที่สำคัญต้องมีเว็บไซต์ที่ทันสมัย ทุกคนที่ขึ้นทะเบียนสามารถเข้าไปเปิดร้านซื้อขายได้ เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อมูลของสินค้า ผู้ประกอบการ แหล่งวัตถุดิบ และช่องทางการสนับสนุนด้านเงินทุน ในลักษณะช่องทางการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้ประกอบการ SMEs : (SMEs Inclusion Map) ขณะที่ข้อมูลด้านการบริหารก็จะทำให้ทราบสถานะ ทำธุรกิจอะไร อยู่ที่ไหน และมีจำนวนเท่าใด ขายได้เท่าไหร่และสามารถนำไปเชื่อมโยงกับระบบภาษีของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ก็ควรสนับสนุน SMEs กลุ่มที่เป็น Supply Chain ของห่วงโซ่ธุรกิจที่เป็นดาวรุ่ง โดยควรให้สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมแต่ละอุตสาหกรรมเข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงในด้านต่างๆ และนำเสนอปัญหาต่อผู้กำหนดนโยบาย โดยปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้จะต้องจัดกลุ่มของนโยบายให้ชัดเจน เช่น ผู้ประกอบการเดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ภาครัฐควรสนับสนุนให้เข้าสู่ตลาดทุน เพื่อเพิ่มความสามารถในการขยายกิจการ ขณะกลุ่มที่ต้องการฟื้นฟูก็ต้องมีที่ปรึกษาทางการเงินให้คำแนะนำเข้าไปวิเคราะห์ความเป็นไปได้ เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

นอกจากนั้น ควรออกมาตรการผ่อนปรนทางภาษีต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและลดภาระให้ผู้ประกอบการ รวมทั้งจัดให้มีกองทุนหรือสถาบันการเงินคอยให้การสนับสนุนด้านเงินทุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องหรือปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สามารถประคองตัวอยู่ได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว

ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ก็ต้องมีโค้ชหรือผู้ที่ชำนาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจจัดทำในรูปของการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลโดยตรง ในรูปแบบเดียวกับของญี่ปุ่น หรือการจัดกลุ่มพัฒนา
ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยสถาบันการเงินหรือพันธมิตรที่เกี่ยวข้องแบบ Camping เช่นเดียวกับสิงคโปร์

สุดท้ายขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในท่านนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจชุดนี้ครับ เศรษฐกิจไทยฟื้นแน่ครับ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี