
กระแสการไหลออกของเงินทุน กดดัน SET Index ขึ้นได้ลำบาก
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยไหลออกอย่างชัดเจนมา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าสาเหตุของการไหลออกน่าจะมาจากเหตุผลหลักๆ คือ 1.ความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและโลก 2.ความกังวลว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในช่วงเวลาที่เหลือของปีไม่เดือน ต.ค. ก็เดือน ธ.ค. 3.การลดการถือครองหุ้นของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียต้องประสบกับปัญหาขาดดุลงบประมาณอันเนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ
กระแสเงินทุนยังคงไหลออกจากภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยไหลออกอย่างชัดเจนมา 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ฝ่ายวิจัยประเมินว่าสาเหตุของการไหลออกน่าจะมาจากเหตุผลหลักๆ คือ 1.ความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและโลก 2.ความกังวลว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในช่วงเวลาที่เหลือของปีไม่เดือน ต.ค. ก็เดือน ธ.ค. 3.การลดการถือครองหุ้นของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งของซาอุดิอาระเบีย หลังจากที่ซาอุดิอาระเบียต้องประสบกับปัญหาขาดดุลงบประมาณอันเนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ
โดยเดือน ก.ย. 2558 ต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) รวมกันอีกกว่า 1,785 ล้านเหรียญสหรัฐ (เฉพาะขายสุทธิในไทยกว่า 550 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งนี้ กระแสการไหลออกเริ่มมาแรงมากขึ้นหลังจากที่การประชุม FOMC จบลงไปเมื่อวันที่ 16-17 ก.ย. 2558 โดยตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย. 2558 ส่งผลให้สกุลเงินต่างๆ อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 21-29 ก.ย. 2558 สกุลเงินบาทของไทยอ่อนค่ากว่า 1.76%
สอดคล้องกับสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคก็ล้วนเจอกระแสไหลออกของ Fund Flow ริงกิตของมาเลเซีย 4.31% รูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อน 1.35% เปโซของฟิลิปปินส์อ่อน 0.83% เหรียญสิงคโปร์อ่อน 1.37% จะมีก็แต่สกุลเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมากว่า 0.4% (ส่งผลให้เงินบาทเมื่อเทียบกับเยนอ่อนค่ากว่า 2.2%) ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีสกุลเงินบาทอ่อนค่ากว่า 9.6% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันถือว่าเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค โดยอันดับ 1 เป็นริงกิตของมาเลเซียอ่อนยวบ 21.32% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตามมาด้วยรูเปียห์ของอินโดนีเซีย 15.33% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันเงินบาทได้อ่อนค่าจนมาอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 8 ปี กับอีก 7 เดือน ที่ 36.37 บาท/เหรียญสหรัฐแล้ว ในทางสถิติค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับ SET Index ด้วยค่า Correlation ติดลบถึง 0.94 เมื่อทำการคำนวณด้วยสมการถดถอย หากค่าเงินบาทขึ้นไปทดสอบที่ระดับ 36.75 บาท/เหรียญสหรัฐ SET Index จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,330 จุด
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทจะสามารถแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์กับเสียประโยชน์ได้ดังนี้ กลุ่มที่ได้ประโยชน์ กลุ่มส่งออก เช่น ส่งออกชิ้นส่วนฯ (SVI DELTA HANA CCET KCE) ส่งออกอาหารและเครื่องดื่ม (TUF CPF SAPPE) กลุ่มรับเหมาฯ ที่เน้นรับงานต่างประเทศ (TTCL BJCHI SRICHA) กลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีรายได้เป็นสกุลต่างประเทศ (SCC) กลุ่มเดินเรือ (RCL TTA PSL)
กลุ่มที่เสียประโยชน์ กลุ่มสายการบิน (THAI AAV NOK BA) กลุ่มเหล็ก (ยกเว้น MCS จะได้ประโยชน์เนื่องจากสกุลเงินเยนเมื่อเทียบกับบาทมีการแข็งค่าในงวดไตรมาส 3/2558 กว่า 10.2% โดยทุกๆ การแข็งค่าของ 1 บาทต่อ 100 เยน จะทำให้ MCS มีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 20 ล้านบาท) กลุ่มวางระบบสื่อสาร (SAMTEL SIM AIT) กลุ่มรับเหมาฯ ที่มีเงินลงทุนในต่างประเทศ (ITD) กลุ่มที่มีหนี้สินต่างประเทศสูง (TPIPL)
ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากระแสการไหลออกของเงินทุนยังคงเป็นปัจจัยกดดันหลักที่จะทำให้ SET Index ขึ้นได้อย่างยากลำบาก ในยามที่ขาดทั้งเงินลงทุนใหม่ๆ และยังปัจจัยบวกสนับสนุนชัดๆ ดัชนีจึงมีความเสี่ยงที่จะต้องปรับซึมลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ดัชนีปรับลดลงทั้งๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนในทางลบอย่างมีนัยสำคัญจึงเป็นโอกาสดีที่จะเริ่มวางกลยุทธ์สะสมหุ้นกันอีกครั้ง โดย Valuation ในปัจจุบันของ SET Index ถือว่าน่าสนใจมาก ดัชนีมีค่า Expected PER ปี 2558 ที่ 14.5 เท่า และปี 2559 ที่ 13 เท่า การลงต่ำกว่า 1,350 จุด เรื่อยจนไปถึง 1,320 จุด จึงเป็นระดับที่น่าเข้าเก็บสะสมเพื่อลงทุนระยะยาว







