
เศรษฐกิจโลก : ต้องใช้เวลา แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
ถ้าเปรียบเศรษฐกิจโลกกับหนังสักเรื่อง ช่วงนี้คงเหมือนช่วงที่สถานการณ์กำลังคับขัน รอฮีโร่มาช่วย เพราะทั้งบริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐ บริษัทรถยนต์ยุโรปที่ผลิตรถมากที่สุดในโลก หรือแม้แต่บริษัทที่ผลิตและค้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีรายได้ติด 10 อันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต่างพากันเจอข่าวร้ายตลอดสัปดาห์นี้เหมือนนัดกันมา แต่ผมว่าตอนจบไม่น่าจะใช่โศกนาฏกรรมนะครับ
ถ้าเปรียบเศรษฐกิจโลกกับหนังสักเรื่อง ช่วงนี้คงเหมือนช่วงที่สถานการณ์กำลังคับขัน รอฮีโร่มาช่วย เพราะทั้งบริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหรัฐ บริษัทรถยนต์ยุโรปที่ผลิตรถมากที่สุดในโลก หรือแม้แต่บริษัทที่ผลิตและค้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีรายได้ติด 10 อันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต่างพากันเจอข่าวร้ายตลอดสัปดาห์นี้เหมือนนัดกันมา แต่ผมว่าตอนจบไม่น่าจะใช่โศกนาฏกรรมนะครับ
สำหรับยุโรปแล้ว ผมว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวอยู่ในระดับต่ำและอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน ถึงจะฟื้นตัวกลับได้ โดยเฉพาะกรณีบริษัท โฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันที่ถูกตรวจพบว่าปรับแต่งรถยนต์ให้ปล่อยก๊าซเสียน้อยกว่าความเป็นจริง เพราะถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรป หากสถานการณ์เลวร้ายจริงก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่ปัจจุบันราคาหุ้นก็สะท้อนข่าวร้ายไปในระดับหนึ่งแล้วเช่นกัน และผมว่าทางยุโรปยังมีข้อดีที่ทำให้เราใจชื้นอยู่บ้าง ตรงที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยังแสดงท่าทีที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยให้สัญญาณชัดเจนว่า หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตามที่คาด ก็จะทำคิวอีต่อไป การเอาจริงเอาจังของอีซีบีก็จะเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นได้อีกทางหนึ่ง
ส่วนจีน เศรษฐกิจน่าจะกำลัง Slow ลง และยังมีความกังวลอยู่ แต่เป็นความกังวลว่าจะเติบโตช้าหรือต่ำกว่าคาด ไม่ได้ถึงขนาดว่าเศรษฐกิจจะล้มหรือฟองสบู่แตกนะครับ เพราะรัฐบาลจีนมีเงินทุนสำรองอยู่ถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หากต้องนำไปพยุงค่าเงินหยวนของตัวเองจริงก็สามารถทำได้อีกนาน ประกอบกับปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของจีนอยู่ที่ 4.6% และยังมีการกำหนดให้ธนาคารกันสำรองเงินฝาก (RRR) ไว้สูงถึง 18% ทำให้ยังเหลือ Room ที่จะทำอะไรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกมาก นอกจากนั้นรัฐบาลกลางจีนสามารถทำงบประมาณแบบขาดดุลได้ เพราะหนี้ภาครัฐต่อจีดีพีอยู่เพียง 41% จึงสามารถถ่ายเทงบประมาณให้กับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อนำไปลงทุนก็น่าจะเป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจีนได้ในระดับหนึ่ง แต่จะคาดหวังให้กลับไปโต 7% นั้นคงเป็นไปไม่ได้ คาดว่าน่าจะโตอยู่ที่ประมาณ 5-6%
สำหรับสหรัฐ เฟดยังต้องดำเนินมาตรการแบบระมัดระวัง ค่อยๆ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และก็ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยแรงมากนัก เพราะจากการประชุมครั้งที่ผ่านมา เฟดเองก็ส่งสัญญาณว่าเริ่มแคร์เศรษฐกิจโลก เพราะแม้ตัวเลขเศรษฐกิจตัวเองจะดีขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความน่ากังวล ก็ยากที่สหรัฐจะตะบี้ตะบันขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่สนใจคนรอบข้าง เพราะหากเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ พัง ก็อาจกลับมากระทบตัวเองได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งหากสหรัฐไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ก็อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อตลาด เพราะนักลงทุนอาจกังวลว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้สหรัฐกังวลมากขนาดนั้น แล้วเหตุนั้นเป็นเหตุที่ตลาดยังไม่ได้รับรู้หรือไม่ เพราะฉะนั้นทางออกก็คงต้องขึ้นในปีนี้ แต่การขึ้นครั้งต่อไปต่างหากที่เราควรจะสนใจว่าจะเร็วแค่ไหน และขึ้นไปสูงสุดที่เท่าไร
ความเห็นส่วนตัว ผมว่าเศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งไทยรอข่าวดี แต่เลวร้ายขนาดต้องวิตกกังวลไหม ก็คงไม่นะครับ ไทยเองก็เริ่มมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่คาดว่าจะเห็นภาพฟื้นตัวชัดในปีหน้า เพราะฉะนั้นผู้ลงทุนอาจต้องเลือกหุ้นเป็นรายตัวและกระจายลงทุนทั้งในแง่ของสินทรัพย์และเวลา เพื่อลดความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้ครับ







