
Sharing Economy ของเธอ ของฉัน ของเราทุกคน
หากต้องการเจาะรูบนผนังบ้าน ให้ลองตั้งโจทย์กับตัวเองว่า “ฉันต้องการสว่านเพื่อเจาะรู” หรือ “ฉันต้องการรูบนผนังบ้าน”? หากคำตอบคือฉันต้องการสว่าน ฉันก็จะต้องไปซื้อสว่านเพื่อเจาะรูหนึ่งรู หรือจริงๆ แล้วฉันต้องการแค่ผลลัพธ์คือรูบนผนังบ้าน ดังนั้น ฉันจึงสามารถ “ยืม” สว่านจากคนที่มีได้ และนี่คือแนวคิดของ Sharing Economy ที่เรากำลังแบ่งปันกับคนอื่นที่อาจเป็นคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ
หากต้องการเจาะรูบนผนังบ้าน ให้ลองตั้งโจทย์กับตัวเองว่า “ฉันต้องการสว่านเพื่อเจาะรู” หรือ “ฉันต้องการรูบนผนังบ้าน”? หากคำตอบคือฉันต้องการสว่าน ฉันก็จะต้องไปซื้อสว่านเพื่อเจาะรูหนึ่งรู หรือจริงๆ แล้วฉันต้องการแค่ผลลัพธ์คือรูบนผนังบ้าน ดังนั้น ฉันจึงสามารถ “ยืม” สว่านจากคนที่มีได้ และนี่คือแนวคิดของ Sharing Economy ที่เรากำลังแบ่งปันกับคนอื่นที่อาจเป็นคนแปลกหน้าด้วยซ้ำ
เพื่อให้พอนึกภาพออกว่ากระแส Sharing Economy นี้มาแรงขนาดไหน ขอให้ดูที่จำนวนผู้ที่ใช้ Airbnb หรือธุรกิจแชร์ที่พัก (Airbnb.com) โดยพบว่ามีผู้เข้าพักตามที่ต่างๆ เฉลี่ยคืนละ 4.25 แสนคน รวมแล้ว 155 ล้านคน/ปี ซึ่งสูงกว่า Hilton Worldwide ถึง 22% ที่มีแขกเข้าพัก 127 ล้านคน (PwC, 2014) แม้กระทั่ง GM บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ในอเมริกาได้เข้าลงทุน 13 ล้านเหรียญสหรัฐใน RelayRides ในปี 2011 (เว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการให้บริการ Car-Sharing Services ระหว่างคนในชุมชนที่มีความจำเป็นต้องใช้รถกับคนที่มีรถแต่ไม่ได้ใช้งาน)
Sharing Economy คืออะไร Sharing Economy (เศรษฐกิจแบ่งปัน) หรือบางตำราเรียกว่า Collaborative Consumption อธิบายง่ายๆ คือ โมเดลธุรกิจชนิดหนึ่งที่มีการแบ่งปันทรัพยากรต่อกัน ซึ่งมักเห็นกับของที่มีราคาสูงและไม่ได้ใช้ประโยชน์ตลอดเวลา ยกตัวอย่าง เจ้าของคอนโดมิเนียมตากอากาศที่หัวหินราคา 3 ล้านบาท ซื้อไว้เพื่อไปพักผ่อนปีละ 2 ครั้งครั้งละ 2 วัน สรุปแล้วคือไปใช้ทรัพยากรนี้เพียง 4 วันจาก 365 วัน (ไม่นับว่าบางครั้งอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปพักโรงแรม) เจ้าของคอนโดมิเนียมนี้จึงคิดได้ว่า ถ้าซื้อมาใช้เพียงปีละ 4 วัน จะซื้อมาทำไม และอีก 361 วันล่ะและเขาก็คิดได้ว่าเขาสามารถแบ่งปันให้กับผู้ที่เห็นประโยชน์จากทรัพยากรนี้ได้ แถมยังได้รับค่าตอบแทนจากการแบ่งปันนี้อีกด้วย
ทำไม Sharing Economy จึงได้รับความนิยม จาก
แนวความคิดของการแบ่งปันทรัพยากรประกอบกับความแพร่หลายในการใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งเหมือนเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญของเจ้าของทรัพยากรกับผู้ที่ต้องการใช้ทรัพยากรนั้นๆ หรือที่เรียกว่าระบบ Peer-to-Peer จึงเป็นส่วนผสมที่ทำให้กระแสนี้ได้รับความนิยม ประกอบกับคนในยุคสมัยนี้คุ้นชินกับการซื้อของออนไลน์ การหาข้อมูลบนพื้นฐานของ Rating และReview บวกกับสมาร์ทโฟน ก็ยิ่งเอื้อต่อโมเดลธุรกิจนี้ ยกตัวอย่าง Uber ที่แค่เพียงดูหน้าจอสมาร์ทโฟนก็เห็นรถคันที่พร้อมให้เราใช้ในจุดที่ใกล้ที่สุด
กลับมานึกถึงเจ้าของคอนโดมิเนียมอีกครั้ง ด้วยอำนาจของอินเทอร์เน็ตทำให้เขาสามารถพบกับผู้เช่าระยะยาวที่ต้องการมาทำงานที่หัวหินและมองหาที่พัก และจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในสมาร์ทโฟนได้ทันที ผลที่ได้คือเจ้าของคอนโดมิเนียมได้รับประโยชน์เป็นตัวเงินและผู้เช่าระยะยาว เป็นสถานการณ์ที่ Win-Win ทั้งคู่ และนี่คือตัวอย่างธุรกิจที่เกิดจากแนวคิด Sharing Economy การแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนของใช้ที่ประสบความสำเร็จ







