
BSMพลิกธุรกิจ รุกตลาดกลางล่าง
บริษัท บิวเดอสมาร์ท (BSM) ขณะนี้ถึงช่วงเวลาที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทิศทางในการทำธุรกิจ
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
บริษัท บิวเดอสมาร์ท (BSM) ขณะนี้ถึงช่วงเวลาที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนทิศทางในการทำธุรกิจ จากเดิมที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน หรือขายให้กับบ้านประเภทราคาแพงเป็นหลัก แต่หลังจากนี้บริษัทจะขยายตลาดลงมาสู่ตลาดกลางและล่างมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นตลาดที่ยังมีการเติบโตและมีความต้องการเกิดขึ้น
“สัญชัย เนื่องสิทธิ์” รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวเดอสมาร์ท (BSM) หวังว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า BSM จะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยต่อปี 20% หรือจะเห็นรายได้ของบริษัทในระดับ 1,000 ล้านบาท ปัจจุบันนี้ คาดว่าสิ้นปี 2558 รายได้จะอยู่ที่ 600 ล้านบาท
BSM หลังจากนี้จะรุกลงมาในตลาดกลางและล่างมากขึ้นจากอดีตอยู่ระดับบน หรือหากเปรียบเทียบกับการขายรถยนต์หลังจากนี้จะลงมาขายรถโตโยต้า ซึ่งเป็นรถที่มีตลาดและมีคนใช้กว้างมากจากอดีตที่จะขายเบนซ์และบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นตลาดบน เพราะมองว่าหากจะเติบโตก็ต้องมีตลาดที่กว้างมากขึ้น
สัญชัย เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ปี 2544 และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อปี 2551 ธุรกิจที่ทำนั้นจะเกี่ยวเนื่องกับที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่การเติบโตของ BSMแม้จะเติบโตดีในทุกปีแต่ด้วยการจับตลาดระดับบนจึงทำให้มีข้อจำกัด แต่หลังจากนี้เราจะบุกลงมาข้างล่างมากขึ้น เพื่อให้รายได้และกิจการเติบโตได้ตามที่คาดหวังไว้
สัญชัย กล่าวว่า เพื่อให้การรุกลงสู่ตลาดกลาง-ล่างบรรลุเป้าหมาย ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับบริษัท เค.ซี.เมททอลชีท (KCM) ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายวัสดุก่อสร้างประเภทโครงหลังคาและอุปกรณ์เกี่ยวกับการก่อสร้าง ขณะนี้มีสาขากว่า 22 สาขาทางเหนือและอีสาน และอนาคตจะขยายเป็น 100 สาขาในอีก 3 ปีข้างหน้า และเมื่อสินค้าของ BSM ถูกนำเข้าไปจำหน่ายในร้านของ KCM ก็จะทำให้ลูกค้าที่เดินเข้ามานั้นสามารถซื้อวัสดุและอุปกรณ์ในการสร้างบ้านได้ครบวงจร
ทั้งนี้ คาดว่า การนำสินค้าของ BSM ไปขายใน KCM จะเริ่มได้ในเดือน ธ.ค.นี้ออกไปจำหน่ายที่ประเทศออสเตรเลีย ภูมิภาคในเอเชีย รวมถึงประเทศอินเดีย กับบริษัท โลเวอร์ ซิสเทม ออสเตรเลีย หลังจากนี้สินค้าของ BSM ก็สามารถที่จะส่งไปขายที่ออสเตรเลียได้ โดยบริษัท BSM ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และบริษัท โลเวอร์ ซิสเทม ถือหุ้นสัดส่วน 49% โดยยังไม่กำหนดทุนจดทะเบียน
“การผลิตสินค้าคาดว่าผลิตพร้อมส่งออกได้ในไตรมาสแรกปีหน้า โดยใช้โรงงานของ BSM ทำการผลิต ขณะเดียวกันจะมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ายอดขายเบื้องต้นไว้ที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับศักยภาพของตลาดบานหน้าต่างและบานเกล็ดที่ประเทศออสเตรเลีย มีมูลค่ารวมประมาณ 800 ล้านบาท ซึ่งบริษัท โลเวอร์ ซิสเทม ที่ BSM จะร่วมทุนมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศออสเตรเลียประมาณ 3% ดังนั้นเชื่อว่าตลาดยังสามารถเติบโตได้อีกมาก” สัญชัยกล่าว
ด้านตลาดในเอเชียก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 3 บริษัทลูกของ BSM คือ D&W Asia ก็ได้งานประตูหน้าต่าง มูลค่า 16 ล้านบาท จากประเทศเมียนมา และ 15 ล้านบาท จากประเทศอินเดีย ส่วนกัมพูชายังมีการลงทุนก่อสร้างโครงการเป็นจำนวนมาก การเติบโตยังไปได้ดี
“BSM พร้อมที่จะรุกทั้งตลาดในและต่างประเทศซึ่งการออกไปต่างประเทศนั้นก็จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ เดิมนั้นเคยออกไปตั้งสำนักงานที่ต่างประเทศแต่พบว่าเกิดความยุ่งอยากทั้งในเรื่องกฎระเบียบและการเก็บเงิน ดังนั้นหลังจากนี้การไปต่างประเทศจะเป็นไปในลักษณะการออกไปผ่านตัวแทนการจัดจำหน่าย จะไม่ไปตั้งสาขาเองและการขายในต่างประเทศนั้น มีทั้งอินเดีย ออสเตรเลีย เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม”
หลังจากมีการขยายไปต่างประเทศมากขึ้น ก็หวังว่ารายได้จากต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้นจากปี 2557 สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะอยู่ที่ 23% ก็จะขยับเป็น 25% ส่วนในประเทศก็จะอยู่ที่ 75% แต่การที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ารอบนี้บริษัทไม่ได้รับอานิสงส์เนื่องจากซื้อล่วงหน้าไปแล้ว
นอกจากนั้น ยังมั่นใจว่าจะสามารถทำผลการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย แม้ว่าในงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทจะขาดทุน 1.10 ล้านบาท ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8.4 ล้านบาท ขณะที่งวดครึ่งปีมีกำไรสุทธิ 5.6 ล้านบาท ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 12.63 ล้านบาท
การขาดทุนในงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เกิดขึ้นจากการที่บริษัทมีการลงทุนในการขยายไลน์การผลิตมุ้งลวด ประตู และหน้าต่าง รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์ และระบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้การทำธุรกิจของบริษัทในอนาคตมีการเติบโตได้ตามเป้าหมาย การขาดทุนที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะเป็นการลงทุนเพื่อให้ธุรกิจใหญ่ขึ้น และคาดว่าบริษัท น่าจะปรับตัวและลงตัวในทุกด้านและธุรกิจฟื้นกลับมาได้ใน 1-2 เดือนข้างหน้า หลังจากการลงทุนสามารถออกดอกผลได้
บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและจะเติบโตไปอีกในอนาคต เมื่อการปรับแผนธุรกิจต่างๆ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะเดียวกันหุ้นของบริษัทก็เป็นที่สนใจของนักลงทุน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการที่ราคาหุ้นของบริษัทไม่ได้สูงมากนัก การเข้ามาลงทุนนักลงทุนไม่ได้ใช้เงินจำนวนมาก นอกเหนือจากธุรกิจของบริษัทที่มีการเติบโตมาต่อเนื่องเช่นกัน และหากดูถึงทุกวันนี้จะพบว่ามีนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาถือหุ้นของบริษัทกว่า 4,800 ราย ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นในใจนักลงทุนเช่นกัน
ณ ครึ่งปีแรกของปี 2558 BSM มีสินทรัพย์รวม 352 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ 242 ล้านบาท มีหนี้รวม 162 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 108 ล้านบาท ขณะที่ส่วนผู้ถือหุ้นขึ้นมาอยู่ที่ 190 ล้านบาท จาก 108 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.12% และล่าสุดราคาหุ้นของบริษัทซื้อขายที่ 0.65 บาท







