
"สมคิด"สั่งสอบข้อเท็จจริงแอบซื้อปาล์ม1แสนตัน
"รองนายกรัฐมนตรี"สั่งเปิดเทปประชุมหาข้อยุติขัดแย้งซื้อปาล์ม 1 แสนตัน
"รองนายกรัฐมนตรี"สั่งเปิดเทปประชุมหาข้อยุติขัดแย้งซื้อปาล์ม 1 แสนตัน
นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการกลางกลุ่มเกษตรกรแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมการคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) เปิดเผยว่า ได้เสนอให้ที่ประชุม คชก. ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ให้พิจารณารายงาน มติ คชก. เมื่อวันที่ 15 ก.ค.58 ใหม่อีกครั้ง หลังจากกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขานุการคชก. สรุปผลประชุมมาว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเพิ่มเติมอีก 100,000 ตัน วงเงิน 2,896.45 ล้านบาท รวมกับครั้งแรกเป็น 200,000 ตัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะในการประชุมครั้งนั้นไม่ได้มีการอนุมัติ และตนได้ทำหนังสือทักท้วงไป 2 ครั้งแล้ว นายสมคิด จึงให้ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งโดยการเปิดเทปบันทึกเสียงการประชุมครั้งดังกล่าว
“ในการประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ผมก็นั่งประชุมอยู่ด้วย แต่ก็ไม่เห็นว่ามีการอนุมัติเรื่องนี้ แต่พอได้รับผลสรุปการประชุมมา ก็เห็นว่า ขัดแย้งกัน โดยเขียนว่ามีการเห็นชอบในหลักการกับเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงได้แจ้งให้นายสมคิด รับทราบ ซึ่งนายสมคิด ก็ขอให้ไปเปิดเทปดูว่า ตอนนั้นเพื่อให้รับทราบว่า มติเรื่องดังกล่าวที่จริงแล้วเป็นอย่างไร”
นายอุบลศักดิ์ กล่าวว่า การประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2558 คชก. ไม่ได้เห็นชอบในหลักการให้อคส. ดำเนินการเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ประธานในที่ประชุมครั้งนี้ คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ได้บอกให้ อคส. ไปประเมินสถานการณ์และสรุปผลการดำเนินงาน เพื่อเสนอ คชก. เป็นระยะๆ และขอให้ อคส.ได้ดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบให้ครบ 80,000 ตันเสียก่อน แล้วจึงนำมาเสนอให้พิจารณาใหม่
สำหรับเหตุผลที่ทำให้เห็นว่าไม่ควรมีการอนุมัติการรับซื้อปาล์มรอบที่ 2 นั้น เนื่องมาจากเห็นว่าปริมาณปาล์มที่ปลูกในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีจำนวนมากเท่าที่มีการคาดการณ์ กล่าวคือในช่วงที่มีการประกาศการรับซื้อรอบแรก 1 แสนตันนั้นมีการประเมินว่ามีปาล์มดิบอยู่ 1.84 แสนตัน แต่ช่วงก่อนที่จะเสนอการับซื้อรอบที่ 2 นั้นปรากฏว่ามีการแจ้งว่ามีปาล์มอยู่ 4 แสนตัน ซึ่งเป็นไปได้ยาก ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาอาจเป็นการนำเข้าจากประเทศมาเลเซียโดยที่มีต้นทุนต่ำกว่าประเทศไทย โดยพ่อค้าที่นำเข้ามาหวังที่จะเก็งกำไรจากเงินซื้อน้ำมันปาล์มดิบของรัฐ ซึ่งหากมีการอนุมัติเงินจำนวนดังกล่าวให้ดำเนินการอาจเข้าข่ายการดำเนินการทุจริตเชิงนโยบายซึ่งมีบทเรียนจากเรื่องกล้ายางมาแล้วในอดีต
ภาพประกอบข่าว







