
‘ธวัชชัย ชีวานนท์’ เชื่อหลักลงทุนยาวและสม่ำเสมอ
“ธวัชชัย ชีวานนท์” อายุ 47 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ผู้ประกอบการธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตในระบบการขายผ่านโทรศัพท์ (เทเลมาร์เก็ตติ้ง) ที่ใกล้จะได้ข้อสรุปการเลือกบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อยื่นเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในสิ้นปีนี้เพื่อเข้าจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ
“ธวัชชัย ชีวานนท์” อายุ 47 ปี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ ผู้ประกอบการธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและประกันชีวิตในระบบการขายผ่านโทรศัพท์ (เทเลมาร์เก็ตติ้ง) ที่ใกล้จะได้ข้อสรุปการเลือกบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อยื่นเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ภายในสิ้นปีนี้เพื่อเข้าจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ
เขารู้จักเรื่องตลาดทุนและการลงทุนตอนทำงานที่แรกคือ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) เพราะมีผู้ใหญ่คนหนึ่ง อธิบาย และวิเคราะห์ให้ฟัง ว่าการลงทุนในหุ้นเป็นอย่างไร แต่จะไม่เคยบอกว่า เลือกหุ้นตัวไหน หรือเข้าไปเมื่อไร ทำให้เขาเริ่มเข้าใจคอนเซ็ปต์ว่า ต้องมองภาพใหญ่อย่างไร หรือควรเลือกการลงทุนแบบไหน
แรกเริ่มก็เริ่มออมเงินทุกเดือนแล้วไปซื้อหุ้น ซึ่งได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี ส่วนหุ้นที่ซื้อส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากหุ้นที่มีความใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันและสังเกตสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ง่าย เช่น หุ้นโรงพยาบาล เพราะมองว่าโรงพยาบาลเป็นกลุ่มที่มีรายได้เข้ามาตลอดเวลา ทั้งรักษาโรคทั่วไปและรักษาเฉพาะทาง อีกทั้งโรงพยาบาลที่ไปก็เห็นชาวต่างชาติเข้ามารักษาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มสื่อสาร เพราะมองว่าไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร รายได้ของบริษัททำธุรกิจมือถือเรียกจะได้ว่าทุกค่ายก็ต้องมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ ขณะที่หุ้นกลุ่มนี้ก็มีบางตัวที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะเข้าลงทุนหุ้นตัวใดจะมีใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาบ้าง คือการอ่านงบการเงินของแต่ละบริษัท อย่างน้อยต้องสามารถดูย้อนหลังได้ 5 ปี โดยปัจจัยที่ต้องดูเป็นพิเศษคือ บริษัทนี้มีอัตราการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างสม่ำเสมอ มีการก่อหนี้ที่ไม่เยอะ รู้ที่มาของการขายว่า ขายของให้ใคร และอย่างไร เหมือนมีแผนการทำธุรกิจและมีทิศทางเดินต่อไปข้างหน้าอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือต้องมีการสื่อสารที่ดีกับลูกค้า เพราะการสื่อสารที่ชัดเจนจะทำให้ทุกอย่างชัดเจน
สำหรับการลงทุนหุ้นวิธีของผู้บริหารคนนี้คือ จะพยายามเฉลี่ยซื้อลงทุนทุกเดือน จะกันเงินส่วนหนึ่งไว้แล้วเพื่อรอจังหวะการซื้อสะสมทุกเดือน ทั้งในแบบหุ้นที่มีการลงทุนไว้อยู่แล้ว และยังรวมไปถึงกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่จะมีการระบุวันไว้ชัดเจนว่าว่าจะให้หักเงินเป็นประจำทุกวันที่เท่าไรของแต่ละเดือน โดยกองที่ลงทุนก็มักจะเป็นกองหุ้นเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ด้วย เพราะมองว่ายังสามารถให้ผลตอบแทนได้ในยามที่ตลาดหุ้นไทยไม่ดี อย่างน้อยต้องมีอีกซีกโลกหนึ่งที่เศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งปกติเราก็จะมีการติดตามข่าวสารภาพเศรษฐกิจใหญ่อยู่แล้ว ปัจจุบันก็เลือกกองทุนไปลงทุนในยุโรปหรือสหรัฐ
“ปัจจุบันมีหุ้นในพอร์ตเพียง 5-6 ตัวเท่านั้น จะเลือกแล้วว่าหุุ้นตัวนั้นมีปัจัยพื้นฐานรองรับได้นานขนาดไหน และส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนเพื่อนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นทั้งหุ้นหรือกองทุนรวม ดังนั้น จึงเป็นการลงทุนที่มีความสม่ำเสมอในทุกเดือน เพราะเชื่อว่าลงทุนระยะยาวจะได้ส่วนต่างของกำไรอยู่แล้ว โดยระหว่างทางก็ได้เงินปันผลด้วย ส่วนพอร์ตการลงทุนปัจจุบัน เป็นหุ้นประมาณ 50% กองทุน LTF 30% และที่เหลือเป็นสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์” ธวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย







