
หลักการร่วมทุน 1+1ต้องมากกว่า2
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
จุดเริ่มต้นของการสยายปีกบุกตลาดต่างประเทศของน้ำผลไม้มาลี เกิดจากแนวคิดของ ฉัตรชัย บุญรัตน์ ผู้ปลุกปั้นน้ำผลไม้มาลี ที่ว่า “การนำเงินไปลงทุนในตลาดที่แข่งขันน้อยกว่า และสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตและเป็นประโยชน์มากกว่า”
ฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท มาลีสามพราน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้มาลี เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ในประเทศไทยมีมูลค่า 1.8 แสนล้านบาท ปัจจุบันเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง การทำตลาดต้องใช้งบลงทุนค่อนข้างสูง ผู้ผลิตต้องยอมสูญเสียกำไรไปส่วนหนึ่ง
ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวโดยมีอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยไม่เกิน 3% จึงมองว่าบริษัท มาลีสามพราน ควรนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโต นั่นคือที่มาของการร่วมทุนกับบริษัท มอนเด นิสชิน คอร์ปอเรชั่น เพื่อจัดตั้งบริษัท มอนเด มาลี เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น ทุนจดทะเบียน 75 ล้านบาท
สำหรับหลักการเลือกพาร์ตเนอร์หรือพันธมิตรทางธุรกิจที่จะเข้ามาร่วมทุน อันดับแรกพันธมิตรที่จะเข้ามาต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ช่วยกันคิดจากสิ่งที่เคยทำกันมา เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสิ่งสำคัญที่สุดคือธุรกิจระหว่างบริษัทของเรากับพันธมิตร จะต้องสอดคล้องกันและสามารถต่อยอดทางธุรกิจได้
ในส่วนของการเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุนนั้น ต้องพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างการที่บริษัทตัดสินใจเข้าไปลงทุนในฟิลิปปินส์ เพราะผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี เติบโตสูงถึง 7% อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ การร่วมทุนกับมอนเด นิสชิน ถือว่าเป็นครั้งแรก หากมองก็เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน คือจะดีหรือไม่ดีก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ล่วงหน้า แต่หลักทำธุรกิจที่ดีไม่ใช่แค่ว่า 1+1 แล้วเท่ากับ 2 แต่หากจะให้ดีต้องเป็น 3 หรือมากกว่า ถึงตกลงปลงใจร่วมทุนทันที ที่ผ่านมามีการเจรจาอยู่หลายราย แต่เพราะทั้งมาลีกับมอนเด นิสชิน มีวิชั่นเดียวกัน คือ โมเดิร์นวิชั่น หรือพร้อมจะพาองค์กรก้าวสู่ความทันสมัยทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ต่อจากนี้ไป ภายใต้บริษัท มอนเด มาลี เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น จะผนึกกำลังสร้างแบรนด์และสินค้าใหม่ๆ เพื่อเปิดตลาดฟิลิปปินส์
“ทำไมเราเลือกที่จะสร้างแบรนด์ใหม่ แทนที่จะใช้มาลีเพราะเป็นแบรนด์ที่เป็นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำผลไม้ 100% มีส่วนแบ่ง 25% และเป็นที่รู้จักสำหรับผู้บริโภคอยู่แล้ว หากนำไปทำตลาดต่างประเทศจะทำให้ติดตลาดได้ง่ายมากกว่าใช้แบรนด์ใหม่ แต่เพราะเชื่อมั่นว่า การสร้างแบรนด์ใหม่จะเป็นกลยุทธ์ที่นำพาให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการใช้ตราสินค้าแบรนด์เดียวและขยายไปในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์”
ฉัตรชัย กล่าวว่า หลักการขยายไลน์กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัทมุ่งเน้นในกลุ่มที่เรามีองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ นมพร้อมดื่ม อะไรที่ไม่มีองค์ความรู้จะไม่ทำเด็ดขาด อาทิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือตลาดน้ำอัดลม เพราะเป็นตลาดที่แข่งขันอย่างรุนแรง
นอกจากการเข้าไปทำตลาดต่างประเทศ แน่นอนว่าบริษัทยังใช้การร่วมทุนในครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการนำผลผลิตในฟิลิปปินส์มาต่อยอดการทำธุรกิจในไทย เพราะเราทำธุรกิจน้ำผลไม้ ต้องใช้ผลไม้มาผลิตสินค้า จากปัจจุบันปริมาณที่ดินเพื่อการเพาะปลูกในฟิลิปปินส์ หรือกระทั่งอินโดนีเซีย ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีแนวคิดนำพืชผลทางการเกษตรจากฟิลิปปินส์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะข้อดี คือ ต้นทุนสินค้าเกษตรค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับประเทศไทยต้นทุนสูงกว่า
“ปัญหาของไทยในขณะนี้ ผู้ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผลผลิตทางการเกษตรค่อนข้างมีความเสี่ยง เพราะไทยไม่มีการจัดสรรโซนนิ่งเหมือนต่างประเทศ ปริมาณพืชผลทางการเกษตรที่ได้ไม่มีความแน่นอน อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในธุรกิจต้องการปริมาณสินค้าที่มีสม่ำเสมอและในปริมาณที่มาก”
ทั้งหมดนี้คือวิชั่นของ “ฉัตรชัย บุญรัตน์” ที่มองการณ์ไกลถึงการนำผลผลิตทางการเกษตรจากทางฟิลิปปินส์มาต่อยอดกับธุรกิจน้ำผลไม้ในไทย สมกับเป็นผู้ปลุกปั้นมาลี ที่ถือกำเนิดจากผู้ผลิตผลไม้ส่งออก จากนั้นเล็งเห็นถึงปัญหาของไทยที่มีผลผลิตล้นตลาด จึงเกิดความคิดที่จะเก็บคุณค่าของผลไม้ไว้ให้ยาวนานขึ้น
จุดเริ่มต้นของ “มาลี” จากอุตสาหกรรมในครอบครัวเมื่อปี 2507 นาทีนี้ไปขอสร้างการเติบโตในตลาดต่างแดน โดยใช้โมเดลร่วมทุนมองหาพันธมิตรที่มีวิชั่นเหมือนกัน พร้อมสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากแค่ธุรกิจน้ำผลไม้อย่างเดียว







