
ผ่าทางรอดเกษตรไทย
หากต้องการอยู่รอดในเวทีการค้าโลก ภาคเกษตรกรรมของไทยจำเป็นต้องปรับตัว เสริมจุดแข็งและปิดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้
โดย...รัชนีกร รัตนชัยฤทธิ์
หากต้องการอยู่รอดในเวทีการค้าโลก ภาคเกษตรกรรมของไทยจำเป็นต้องปรับตัว เสริมจุดแข็งและปิดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้จัดเสวนา “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจกลุ่มธุรกิจเกษตรและอาหาร” ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในวงการการค้าสินค้าเกษตรมาชี้ทางรอดของประเทศไทยในภาวะที่ต้องเผชิญกับคู่แข่งเดิมและคู่แข่งรายใหม่ที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ประธานคณะกรรมการกลุ่มพืช ผักและผลไม้ แนะนำทางรอดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกษตร ว่า เกษตรกรต้องปรับตัวหลายด้าน ทั้งเรื่องมาตรฐานการผลิต การลดต้นทุนการผลิต ต้องหาช่องทางจัดจำหน่ายที่สะดวกสำหรับผู้บริโภค รวมถึงต้องรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง
“สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การผลิต คือ ต้องรู้ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้า การผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่อง ความสะดวกในการหาซื้อสินค้า และราคายุติธรรม” ชูศักดิ์ แจกแจง
ขณะเดียวกัน จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ ซึ่งมีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เช่น สภาพภูมิอากาศ ระบบชลประทาน ทักษะและความชำนาญของเกษตรกร จะต้องมีความรู้ความสามารถใช้เทคโนโลยีระดับสูงมาช่วยในการทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการส่งสินค้าไปต่างประเทศ ชูศักดิ์ มองว่า การนำผักผลไม้มาแปรรูปใส่บรรจุภัณฑ์สวยงามจะสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากสมัยนี้คนชอบความสะดวกสบาย สามารถรับประทานได้ง่าย
“ผลไม้หลายอย่างของไทยเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติมาก เช่น ส้มโอ ทุเรียน แต่บางครั้งชาวต่างชาติบางส่วนไม่รู้ว่าจะปอกเปลือกอย่างไร เช่น ทุเรียน ดังนั้น หากสามารถนำผลไม้เหล่านี้มาทำให้กินง่ายขึ้น ใส่บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยให้กินสะดวก ก็จะดีและเพิ่มมูลค่าได้ด้วย”
สำหรับวงการปศุสัตว์ สมบัติ ธีระตระกูลชัย ประธานคณะกรรมการธุรกิจปศุสัตว์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า การทำปศุสัตว์ยังมีต้นทุนสูง ทั้งต้นทุนอาหารสัตว์อย่างข้าวโพด ซึ่งตอนนี้ไทยมีต้นทุนข้าวโพดสูงกว่าสหรัฐอเมริกาถึงสองเท่า อีกทั้งยังต้องนำเข้าแม่พันธุ์สัตว์มาจากต่างประเทศ รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้ต้นทุนสูง
อย่างไรก็ดี ไทยมีข้อได้เปรียบ คือ มีแรงงานฝีมือทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าได้ เช่น แรงงานไทยสามารถหั่นไก่ชิ้นได้อย่างสวยงามและส่งออกในรูปบรรจุภัณฑ์ได้ ขณะที่บางประเทศยัง
ส่งออกไก่ทั้งตัว
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงอุตสาหกรรมประมงไทย ว่า ในปี 2557 ไทยส่งออกสินค้าประมงไปต่างประเทศมูลค่ารวมประมาณ 2.28 แสนล้านบาท ปริมาณ 1.79 ล้านตัน โดยอุตสาหกรรมนี้ยังมีความท้าทายด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น ระดับต้นน้ำมีการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่วนการเพาะเลี้ยงก็เกิดโรคระบาดบ้าง ราคาวัตถุดิบขาดเสถียรภาพ
ขณะที่ระดับกลางน้ำมีปัญหาถูกกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานเด็กและแรงงานที่ถูกบังคับในภาคอุตสาหกรรม ส่วนปลายน้ำเกิดจากมาตรการทางการค้า อาทิ การตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) ของสหภาพยุโรป และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในตลาดส่งออกหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น
ทั้งนี้ หากต้องการประสบความสำเร็จในปี 2563 พจน์ แนะนำว่า ต้องยึดหลักอุตสาหกรรมสีเขียว (กรีน อินดัสทรี) คือ มีระบบควบคุมด้านสุขอนามัยที่ดีตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงไปจนถึงการส่งออก เช่น ระบบรับรองคุณภาพ GAP CoC GMP HACCP ISO และต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ได้รับการยอมรับในระดับสากลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ต้องใช้หลักการตลาดและนวัตกรรม ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพโดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยลดความสูญเสียในขั้นตอนการผลิตเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาด อีกทั้งต้องมีการพัฒนาคลัสเตอร์ ซึ่งจะต้องส่งเสริมความร่วมมือกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ร่วมคิด ร่วมพัฒนา และมีความร่วมมือที่ดีกับหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ จะต้องใช้หลักคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งเพื่อจัดหาวัตถุดิบอย่างเหมาะสมด้วย
นอกจากการขายสินค้าเกษตรโดยตรงแล้ว ประวิทย์ ประกฤตศรี ประธานคณะอนุกรรมการมันสำปะหลัง กล่าวว่า ไทยยังสามารถนำของเหลือใช้จากผลิตผลทางการเกษตรมาเป็นพลังงานทดแทนใช้ผลิตไฟฟ้าได้ ซึ่งนอกจากช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตร ลดการใช้งบประมาณที่ใช้แทรกแซงตลาดแล้ว ยังจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการผลิตด้วย







