
ศูนย์วิจัยอาเซียน-จีน
เมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสเดินทางเยือนจีนเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้านอาเซียนศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยฝูต้าน พร้อมทั้งร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานสำคัญของจีน อันได้แก่ กรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ
เมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีโอกาสเดินทางเยือนจีนเพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการด้านอาเซียนศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยฝูต้าน พร้อมทั้งร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานสำคัญของจีน อันได้แก่ กรมกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ
จีนเป็นประเทศที่มีนโยบายแน่นอน และทุกหน่วยงานก็จะดำเนินการไปอย่างสอดคล้องต้องกัน ทำให้อธิบดีของทั้งสองกรมกล่าวถึงแนวนโยบายที่มีใจความสำคัญพ้องกัน 2 ข้อ
1.นโยบายเศรษฐกิจหลักของจีน เรื่อง New Normal จีนอาจมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง แต่จะเป็นการเติบโตแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม การกระจายรายได้ สวัสดิการสังคม และในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนพิจารณาแล้วว่าอาเซียนโดยเฉพาะไทยและอินโดนีเซียคือพันธมิตรที่สำคัญที่สุด
2.นโยบายความเชื่อมโยง One Belt, One Route ซึ่งเน้นสร้างความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนตลอดเส้นทางสายไหมจากเอเชียตะวันออกสู่ตะวันออกกลางและแอฟริกา ไทยคือพันธมิตรสำคัญที่สุดในการเชื่อมโยงจีนทางตอนใต้สู่มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ในขณะที่อินโดนีเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดทางพาณิชย์นาวีในการเชื่อมโยงทั้งสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน
แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นสำหรับจีน คือ การเข้าไปเป็นพันธมิตรในการพัฒนาร่วมกันกับทั้งสองประเทศและประชาคมอาเซียน จีนจึงเป็นเจ้าภาพก่อตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งระดมเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
แต่เงินก็คงไม่พอ ดังนั้นในอนาคตอันใกล้จีนจะเป็นเจ้าภาพก่อตั้ง ASEAN China Research Institute ขึ้นอีกด้วย เพื่อเป็นคลังสมอง (Think Tank) พัฒนานโยบายเพื่อพัฒนาประชาคมอาเซียนร่วมกับจีน สิ่งที่จีนกำลังจะทำตอนนี้อาจเป็นการถ่วงดุลกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าภาพการวางนโยบายของภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องผ่านทางสถาบันวิจัยเศรษฐกิจสำหรับอาเซียนและเอเชียตะวันออก (อีเรีย)
นั่นหมายถึงไทยและอาเซียนอยู่ท่ามกลางความสนใจของ 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทในภูมิภาค เป็นโอกาสมหาศาลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค
แต่คำถามสำคัญสำหรับอาเซียนก็คือ แล้วเราจะสามารถดำรงความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่







