
สินเชื่อหด ‘LH’ปรับ หั่นเป้าวูบ
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลดเป้าสินเชื่อเหลือ 15% แม้มีซอฟต์โลนช่วย 3,000 ล้าน
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ลดเป้าสินเชื่อเหลือ 15% แม้มีซอฟต์โลนช่วย 3,000 ล้าน
นางสุธารทิพย์ พิสิฐบัณฑูรย์ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มสินเชื่อ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา การปล่อยสินเชื่อเติบโต 15% ยอดคงค้างรวมอยู่ที่ 1.45 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้มาก ทำให้ตัดสินใจปรับลดเป้าหมายสินเชื่อทั้งปีลงเหลือ 15% จากที่ตั้งไว้ 25%
สำหรับช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้เพิ่มอีก 5,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ตามมาตรการของรัฐ ให้ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ราว 3,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สินเชื่อที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ธนาคารระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ประกอบกับลูกค้ารายใหญ่ต้องการใช้สินเชื่อน้อยลง ส่วนรายย่อยมีความสามารถชำระหนี้ลดลงและสัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ ทำให้กู้ไม่ผ่าน ทั้งที่ธนาคารไม่ได้ปรับเกณฑ์สินเชื่อเข้มงวดขึ้น
อย่างไรก็ดี แผนธุรกิจหลักในปีนี้มองถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน จึงเน้นขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีถือเป็นกลุ่มที่ต้องการขยายพอร์ต แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจทำให้ต้องเลือกกลุ่มธุรกิจที่พอไปได้ ส่วนสินเชื่อรายย่อยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้านชะลอลงตามกำลังซื้อ
ปัจจุบันสินเชื่อรายใหญ่มีสัดส่วนมากที่สุด 55% รองลงมาคือสินเชื่อรายย่อย 23% และสินเชื่อเอสเอ็มอี 22% ในระยะต่อไปจะพยายามปรับพอร์ตสินเชื่อทั้ง 3 ประเภท ให้มีสัดส่วนเท่าๆ กัน ที่ระดับ 32-33% โดยขณะนี้ธนาคารมีสินทรัพย์รวมทั้งพอร์ตสินเชื่อ สินทรัพย์การลงทุน และสินทรัพย์อื่นๆ ทั้งสิ้น 1.91 แสนล้านบาท
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปัจจุบันอยู่ที่ราว 2% หรือ 3,070 ล้านบาท โดยสิ้นปีจะพยายามคุมไม่ให้เกิน 3,000 ล้านบาท ซึ่งได้ขายเอ็นพีแอลออกไปแล้วราว 200 ล้านบาท และเร่งรัดติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ คาดว่าครึ่งปีหลังตั้งสำรองมากกว่าครึ่งปีแรกอีกเล็กน้อย
นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ กลุ่มการเงิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยความคืบหน้าการหาพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรเอเชีย 3 ราย ซึ่งต้องการพันธมิตรเพียงรายเดียว แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปเมื่อใด โดยพันธมิตรต้องถือหุ้นไม่เกิน 50% และต้องมาเสริมศักยภาพธุรกิจให้ดีขึ้น







