
อัดยาแรงอุ้มภัยแล้ง คลังควักกระเป๋าปล่อยกู้ 1.8 หมื่นล.
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ปล่อยงบก๊อกแรกเพื่อเตรียมการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปีการผลิต 2558/2559 ไปแล้ว เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติงบ 721 ล้านบาท จัดทำแก้มลิงเพื่อกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำชายแดนระหว่างประเทศ 30 แห่ง ใน 5 จังหวัดที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและสร้างฝายกระสอบทรายกักน้ำในลำน้ำ 526 แห่ง
แต่ทว่ายังมีงบก๊อกสองก้อนใหญ่ที่เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะพิจารณาอนุมัติเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ในวันที่ 6 ต.ค.นี้ กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วม 13 หน่วยงาน จะเสนอให้ ครม.พิจารณามาตรการบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยแล้งปีการผลิต 2558/2559 ภายใต้กรอบวงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาท
“หากดูตัวเลขน้ำในปีนี้ก็ยอมรับว่าหนัก เพราะปีก่อนมีน้ำใน 4 เขื่อนหลักประมาณ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปีนี้มีเพียง 3,000 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อ ครม.ไม่มีการประกาศงดทำนาปรัง เราก็ต้องมีมาตรการจูงใจไม่ให้ชาวนาทำนา รวมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วย โดยก่อนหน้านี้ ครม.อนุมัติกรอบการช่วยเหลือไว้ 8 มาตรการ ซึ่งตอนนี้หน่วยงานต่างๆ ได้สอบถามความต้องการที่แท้จริงในพื้นที่แล้ว จนเป็นที่มาของ 25 กิจกรรมที่เสนอให้ ครม.อนุมัติดำเนินการ” พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ
สำหรับกิจกรรมสำคัญๆ ที่เสนอ ครม.จะแบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 2 พื้นที่ ประกอบด้วย 1.มาตรการช่วยเหลือในภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่วิกฤตที่สุด เช่น การจ้างงาน 1.69 ล้านแรง การขยายหรือชะลอการชำระหนี้ 4.76 แสนครัวเรือน ส่งเสริมอาชีพในครัวเรือน อาทิ การเลี้ยงเป็ด ไก่ ปลาดุก ปลูกพืชตระกูลถั่ว และอบรมอาชีพทางเลือก 2.82 แสนครัวเรือน
2.มาตรการช่วยเหลือในพื้นที่แล้งทั่วไป เช่น การจัดหาน้ำดื่มทั่วไปให้ทั่วถึงและเพียงพอกับการเกษตรในระยะยาว การปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ประสบภัยแล้ง การจ้างงาน 4.7 ล้านแรง การชะลอหนี้และขยายเวลาชำระหนี้ การลดค่าครองชีพโดยจำหน่ายสินค้าราคาเหมาะสม เป็นต้น
แต่หากโฟกัสไปที่มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน พบว่า กระทรวงการคลังได้เสนอให้ ครม.อนุมัติวงเงินสินเชื่อกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท สำหรับเป็นสินเชื่อเพื่อปรับปรุงการผลิตของเกษตรกรรายละ 5 หมื่น-50 ล้านบาท/ราย เป้าหมาย 7 แสนราย
ประกอบด้วย 1.โครงการให้สินเชื่อเพื่อปรับปรุงระบบการผลิตด้านการเกษตรในพื้นที่วิกฤตแล้ง 1 แสนราย รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ชำระไม่เกิน 10 ปี กรณีพิเศษ 12 ปี ปลอดชำระต้นเงิน 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย MRI-2% (MRR เท่ากับ 7%) ระยะเวลาจ่ายเงินกู้วันที่ 1 ต.ค. 2558-30 ก.ย. 2559) ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
2.โครงการสินเชื่อเพื่อสร้างงานในชุมชนเกษตรกรในพื้นที่วิกฤตแล้ง 5 หมื่นราย ภายใต้เมนูทางเลือกประกอบอาชีพของกระทรวงแรงงานวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ย MRR-2% ระยะเวลาคืนหนี้ไม่เกิน 5 ปี ระยะเวลาจ่ายเงินกู้วันที่ 1 ต.ค. 2558-30 ก.ย. 2559 โดย ธ.ก.ส.จะรับภาระดอกเบี้ยส่วนต่างเองทั้งหมด
3.สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน โดยปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนในพื้นที่วิกฤต เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และชำระหนี้สินวงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท โดยธนาคารออมสินจะรับผิดชอบโครงการนี้ 4.โครงการสินเชื่อธุรกิจห้องแถว สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไม่เกิน 1 ล้านบาท รับผิดชอบโดยธนาคารออมสิน
5.โครงการสินเชื่อองค์กรชุมชนสำหรับประชาชนในพื้นที่วิกฤต โดยธนาคารออมสินจะสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มองค์กรชุมชนและกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท ตลอดเวลาประสบภัย และ 6.สินเชื่อ SMEs โดยธนาคารออมสินจะสนับสนุนเงินให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มประกอบการประมง กลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่มผลผลิตและประหยัดพลังงาน กลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริหาร และกลุ่มที่รับเหมางานจากภาครัฐวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในส่วนมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์รัฐจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนสมาชิก 1.25 แสนราย ในอัตรา 7.5% เป็นเวลา 6 เดือน ขยายเวลาชำระหนี้ให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาใน 26 จังหวัด 4.76 แสนราย เป็นเวลา 2 ปี วงเงินกู้รวม 6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธนาคารออมสินจะพักชำระหนี้เงินต้นให้ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยแล้งวิกฤตและมีประวัติดีเป็นเวลา 2 ปี
เหล่านี้เป็นยาชุดใหม่ที่จะมาเข้าจุนเจือเศรษฐกิจในระยะถัดจากนี้







