
ปัญหาสัมปทาน โทรมือถือของทีโอที
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2529 โดย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเซกจากสิงคโปร์ไปตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการร่วม 42 ล้านหมายเลข มีส่วนแบ่งจากการตลาด 46% มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีเลขหมายโทรศัพท์กว่า 91.9 ล้านเลขหมาย
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2529 โดย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเซกจากสิงคโปร์ไปตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการร่วม 42 ล้านหมายเลข มีส่วนแบ่งจากการตลาด 46% มากเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีเลขหมายโทรศัพท์กว่า 91.9 ล้านเลขหมาย
AIS ประสบปัญหามาร่วม 8 ปี จากกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือกับบริษัท ทีโอที ครั้งที่ 6 และ 7 โดยลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ระบบเติมเงินจาก 25-30% ของรายได้ลงเหลือ 20% ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน และให้หักค่าใช้จ่ายโรมมิ่งโครงข่ายกับค่ายมือถืออื่นออกจากรายการที่นำมาคำนวณเป็นค่าส่วนแบ่งรายได้ ทำให้ทีโอทีเสียรายได้ 3.6 หมื่นล้านบาท อีกส่วนแปลงรายได้จากสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตรวมความเสียหาย 7.2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการแก้สัญญาสัมปทานที่เอื้อประโยชน์ให้กับทาง AIS ทำให้รัฐเสียหาย เนื่องจากทีโอทีเป็นหน่วยงานของรัฐ
ล่าสุดมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา ให้ อุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เร่งรัดให้ทางทีโอทีเรียกเงินชดใช้ค่าเสียหายกรณีดังกล่าวกับทาง AIS เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเคยวินิจฉัยไว้ว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับทาง AIS เมื่อครั้งพิพากษาคดียึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ รวมทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็เคยวินิจฉัยเช่นเดียวกัน ในอดีตก็เคยมีการให้ รมว.ไอซีที ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายคน แต่เรื่องก็เงียบหายไปทุกครั้ง
ที่ผ่านมาเพียงแต่ให้ทีโอทีเจรจากับทาง AIS เพื่อตกลงให้จ่ายค่าเสียหายเท่านั้น โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เท่านั้น ไม่เคยมีการฟ้องเรียกค่าเสียหาย และในอดีตเคยมีบอร์ดของทีโอทีลาออกยกชุดเมื่อไม่ยอมฟ้องคดีต่อศาล
เหตุผลคงเนื่องจากว่า เมื่อเกิดคดีขึ้น AIS ก็มีสิทธิฟ้องคดีเช่นกัน และหากชนะคดีเงินที่ได้ก็ต้องเข้ารัฐ แต่หากแพ้ขึ้นมาก็คงต้องโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายมหาศาล และปัจจุบันก็เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันด้วย ในการประมูล 4จี ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทางทีโอทีจะไม่ยอมดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
แม้มูลค่าที่รัฐได้รับความเสียหายจะมีจำนวนมาก แต่หากเทียบกับส่วนแบ่งทางการตลาดที่ AIS ได้รับ ทาง AIS คงสามารถจ่ายค่าเสียหายส่วนนี้ได้โดยไม่ยาก แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นมาประมาณ 8 ปีแล้ว ความพยายามที่จะให้ AIS จ่ายค่าเสียหายคงเป็นไปได้ยาก เพราะการที่ AIS จะประนีประนอมยอมชำระหนี้เป็นจำนวนเงินที่สูงมากดังกล่าวย่อมต้องถูกสอบถาม และถูกตั้งข้อสังเกตจากบรรดาผู้ถือหุ้น
ในขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลที่วินิจฉัยชัดเจนให้ AIS ต้องรับผิด ดังนั้นหากทีโอทีหรือแม้แต่รัฐบาลยังติดใจที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจาก AIS จะไม่มีทางอื่น นอกจากฟ้องคดีต่อศาล และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยตัดสิน
หลายต่อหลายครั้งที่ทางภาครัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีการทำสัญญาสัมปทานในลักษณะที่เสียเปรียบให้กับเอกชน พอมีการฟ้องคดีเกิดขึ้นกลายเป็นฝ่ายรัฐที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แม้แต่ในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ตาม อย่างเช่น คดีค่าโง่ทางด่วนโฮปเวลล์ คดีค่าโง่บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน เป็นต้น
ครั้งนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการหรือรัฐบาลจะต้องเสียค่าโง่อีกหรือไม่







