
OTOP
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
โดย...กิติชัย เตชะงามเลิศ
สืบเนื่องมาจากบทความที่แล้วที่ผมพูดถึงเรื่อง OTOP ซึ่งผมยังมีเนื้อหาที่จะกล่าวถึงอีกพอสมควร จึงอยากขยายมาถึงบทความนี้ OTOP หรือหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ถึงแม้จะเป็นนโยบายของรัฐบาลคุณทักษิณ ที่มีนโยบายประชานิยมค่อนข้างมาก และหลายๆนโยบายผมไม่ค่อยจะเห็นด้วย แต่นโยบาย เช่น บัตรทอง 30 บาท รักษาทุกโรค ผมกลับเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ก็อย่างที่ทราบๆ กัน คนไทยที่มีรายได้น้อยเป็นฐานประชากรที่ใหญ่ของประเทศ ระบบสวัสดิการแต่เดิมของไทยเรามีน้อยมาก การมีนโยบายนี้ขึ้นมาทำให้คนกลุ่มนี้เมื่อเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถที่จะใช้สิทธิบัตรทองเพื่อรักษาตัวให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ และอีกนโยบายหนึ่งก็คือ OTOP ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีมาก ซึ่งรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นของพรรคการเมืองไหน หรือแม้กระทั่งรัฐบาลชุดนี้ ควรจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ รัฐบาลควรจะเจียดงบ 1 ก้อนจากงบประมาณแผ่นดินเพื่อ OTOP โดยแบ่งเป็น
1.งบสำหรับการบริหารจัดการ OTOP
2.งบสำหรับส่งเสริมและพัฒนา OTOP
รัฐบาลควรจะจัดตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และการบริโภค ในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด โดยระดับตำบลควรจะมีกรรมการที่มาจากภาครัฐ 40% และเป็นกรรมการที่ชาวบ้านในตำบลนั้นๆ คัดเลือกกันเองอีก 60% เพื่อจะได้ช่วยกันคัดกรองผู้ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการที่มีคุณภาพจริงๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นการสร้างความยั่งยืนของแบรนด์ “OTOP” โดยจะมีการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และบริการทุกๆ 2 ปี และแต่ละผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการมีสิทธิได้รับคัดเลือกได้ไม่เกิน / ครั้งติดต่อกัน เพื่อหมุนเวียนให้ผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการมีสิทธิได้รับคัดเลือกบ้าง
คณะกรรมการ OTOP ระดับตำบล ควรจะมีวาระละ 4 ปี โดยกรรมการแต่ละท่านในส่วนที่เป็นการคัดเลือกกันเองของชาวบ้านดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 วาระ เพื่อที่จะได้หมุนเวียน ส่วนกรรมการที่มาจากส่วนกลางของรัฐดำรงตำแหน่งกรรมการได้ไม่เกิน 2 วาระ ส่วนคณะกรรมการในระดับอำเภอและจังหวัดก็ควรจะใช้วิธีการเดียวกันกับระดับตำบล โดยระดับอำเภอมีหน้าที่ในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้ OTOPระดับตำบลให้เป็น OTOP ระดับอำเภอ ส่วนคณะกรรมการ OTOP ในระดับจังหวัดมีหน้าที่ในการคัดเลือก OTOP ระดับอำเภอที่ดีที่สุดให้เป็น OTOP ระดับจังหวัด แล้วรัฐเองควรจะส่งเสริมให้ความรู้แก่เจ้าของผลิตภัณฑ์ OTOP เหล่านี้
ในกระบวนการผลิต เพื่อให้มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการตัดทอนค่าใช้จ่ายในการผลิต โดยที่คุณภาพยังคงเดิม พร้อมทั้งจัดหาสินเชื่อซอฟต์โลนในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ โดยให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นผู้คัดเลือกและกำหนดวงเงินที่จะอนุมัติ และให้สถาบันการเงินเหล่านี้คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับต่ำ โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน นอกจากนั้นทางรัฐเองควรจะส่งเสริมให้กองทุนประเภทกองทุนเพื่อการร่วมลงทุน (Venture Capital) เข้ามามีส่วนร่วมโดยการเข้าไปร่วมทุนถือหุ้นกับ OTOP ที่มีคุณภาพเหล่านี้ ซึ่งจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ OTOP เหล่านี้ ส่วนตัวกองทุน Venture Capital ก็ยังจะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผล และเมื่อ OTOP เหล่านี้เติบโตเพียงพอที่จะเข้าตลาด mai ซึ่งกองทุนเหล่านี้ก็จะสามารถไถ่ถอน (Liquidate) สร้าง กำไรจากการลงทุน (Capital Gain) ได้อีก
ผมมีความคิดว่าเราน่าจะมีตลาดอีกตลาดหนึ่งคล้ายๆ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) แต่ลดเกณฑ์การพิจารณาเพื่อจะเข้าตลาดแห่งใหม่นี้ สมมติว่าตั้งชื่อว่า “ตลาด OTOP” โดยลดเกณฑ์ความเข้มงวดลงครึ่งหนึ่งของเกณฑ์การเข้า mai เพื่อผลักดันให้กิจการ OTOP เหล่านี้เติบโตพร้อมไปกับความแข็งแกร่ง และจะช่วยกระตุ้นให้กองทุนเหล่านี้มีความประสงค์ที่จะเข้ามาร่วมทุนกับ OTOP ที่มีคุณภาพ จากผลประโยชน์ที่จะได้ในอนาคตที่ไม่ไกลจนเกินไปนัก และเมื่อธุรกิจเหล่านี้ถูกถือหุ้นโดยกองทุนและยิ่งเมื่อเข้าตลาด OTOP ด้วยแล้ว ระบบบัญชีก็จะโปร่งใสมากขึ้น นั่นหมายถึงสรรพากรจะสามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น เพราะผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลทำแบบนี้เสมือนกับยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัวพร้อมกันเลยทีเดียว
ผมสรุปผลประโยชน์ของการดำเนินนโยบาย OTOP ข้างต้นไว้ดังนี้
1.ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เล็กๆ จะแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการเพื่อให้ตัวเองได้รับการคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP
2.ธุรกิจที่ได้รับการคัดเลือก OTOP จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และยังคงต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้มีคุณภาพ เพราะว่าเพื่อการคัดเลือก OTOP ครั้งใหม่ ผลิตภัณฑ์ของตนจะได้รับการคัดเลือกอีก โดยควรจะมีการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ OTOP ทุกๆ 2 ปี
3.กองทุน Venture Capital มีช่องทางในการลงทุนมากขึ้น







