posttoday
ศูนย์การค้าไทยปักธง ขึ้น ‘รีจินัล ช็อปปิ้ง ฮับ’

ศูนย์การค้าไทยปักธง ขึ้น ‘รีจินัล ช็อปปิ้ง ฮับ’

30 กันยายน 2558

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2558 นี้ ส่งผลให้สมาคมศูนย์การค้าไทยต้องผนึกกำลังกับสมาชิกขับเคลื่อนธุรกิจศูนย์การค้าไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2560 ที่มีการคาดการณ์กันว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะมีอยู่ประมาณ 1,600 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวเป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิกประมาณ 400 ล้านคน และอยู่ในภูมิภาคอาเซียนประมาณ 160-200 ล้านคน ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจศูนย์การค้าเล็งเห็นโอกาสที่จะดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยภายในศูนย์การค้า

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2558 นี้ ส่งผลให้สมาคมศูนย์การค้าไทยต้องผนึกกำลังกับสมาชิกขับเคลื่อนธุรกิจศูนย์การค้าไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคต โดยเฉพาะในปี 2560 ที่มีการคาดการณ์กันว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะมีอยู่ประมาณ 1,600 ล้านคน ในจำนวนดังกล่าวเป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่ในเอเชียแปซิฟิกประมาณ 400 ล้านคน และอยู่ในภูมิภาคอาเซียนประมาณ 160-200 ล้านคน ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจศูนย์การค้าเล็งเห็นโอกาสที่จะดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยภายในศูนย์การค้า

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สมาคมศูนย์การค้าไทยมั่นใจว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนให้เข้ามาช็อปปิ้งภายในศูนย์การค้าของไทยมากขึ้นภายหลังจากเปิด
เออีซี คือ ความพร้อมของศูนย์การค้าไทยและสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ประเทศไทยอยู่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ด้วยเหตุนี้ทางสมาคมศูนย์การค้าไทยจึงได้ผนึกกำลังกับสมาชิกสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจศูนย์การค้า

กลยุทธ์ที่ทางสมาคมศูนย์การค้าไทยเลือกนำมาขับเคลื่อนธุรกิจศูนย์การค้ายังคงเน้นไปที่การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น การ ลด แลก แจก แถม ขณะเดียวกันก็เดินหน้าขยายศูนย์การค้าใหม่กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยว หรือเวิลด์คลาส เดสติเนชั่น ของภูมิภาคเทียบเท่ากับสิงคโปร์และฮ่องกง                

วัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย กล่าวว่า การเปิดเออีซีที่กำลังจะเกิดขึ้น จะทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นเดสติเนชั่นของโลก เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 90 ล้านล้านบาท ซึ่งหากประเทศไทยสามารถทำให้ธุรกิจด้านการค้าการท่องเที่ยวเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศอย่างมหาศาล

ปัจจุบันธุรกิจศูนย์การค้ามีพื้นที่ค้าปลีกรวมกันอยู่ที่ประมาณ 18 ล้าน ตร.ม. ในจำนวนดังกล่าวเป็นสมาชิกของสมาคมศูนย์การค้าไทยประมาณ 12 ล้าน ตร.ม. ซึ่งจากแผนการดำเนินงานของผู้ประกอบการศูนย์การค้าที่มีการเปิดศูนย์การค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2560 ประเทศไทยจะมีพื้นที่ศูนย์ไม่ต่ำกว่า 21 ล้าน ตร.ม. ในจำนวนดังกล่าวคาดว่าจะเป็นพื้นที่ค้าปลีกของสมาชิกสมาคมศูนย์การค้าไทยไม่ต่ำกว่า 14 ล้าน ตร.ม.

ทั้งนี้ หากมองไปที่เม็ดเงินการลงทุนของแต่ละศูนย์การค้าใช้ลงทุนต่อเนื่องในช่วง 3 ปีนับจากนี้ คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นการลงทุนของสมาชิกสมาคมศูนย์การค้าไทยไม่ต่ำกว่า 1.03 แสนล้านบาท

ในส่วนของโครงการเมกะโปรเจกต์ที่เปิดให้บริการไปเรียบร้อยแล้วในปีนี้ เพื่อรองรับการเปิดเออีซีในช่วงปลายปี ประกอบด้วย ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ ของโครงการดิ เอ็มดิสทริค บนถนนสุขุมวิท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ย่านบางใหญ่ และที่กำลังจะเปิดให้บริการในช่วงเดือน พ.ย. คือ ศูนย์การค้าสเปล ส่วนต่อขยายของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

สำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ที่ได้ทำการเปิดตัวไปแล้วและขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบด้วย โครงการดิ ไอคอนสยาม โครงการเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์ วิลล์ โครงการบลูพอร์ต โครงการบลูเพิร์ล โครงการเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา โครงการส่วนต่อขยายของศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช และโครงการศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 นครราชสีมา เป็นต้น

นอกจากนี้ สมาคมศูนย์การค้าไทยยังมีแผนที่จะเข้าไปหารือร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอการสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เช่น การสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม สายการบิน และร้านอาหาร

อีกหนึ่งเรื่องที่ลืมเสนอไม่ได้ คือ การขอปรับลดอัตราการเก็บภาษีนำเข้าในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องสำอางและน้ำหอม ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม และเป็นกลุ่มสินค้าที่ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากปัจจุบันกำแพงภาษีนำเข้ากลุ่มสินค้าดังกล่าวมีการจัดเก็บอยู่ในระดับที่สูงถึง 30% ซึ่งหากภาครัฐสามารถปรับลดกำแพงภาษีได้ปีละ 5-10% ทางสมาคมศูนย์การค้าไทยจะเป็น “รีจินัล ช็อปปิ้ง ฮับ” ของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

วัลยา กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่ทางสมาคมให้ความสนใจเข้าไปทำตลาดมากที่สุดในตอนนี้ คือ จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม และรัสเซีย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง หากสามารถดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวดังกล่าวเข้ามาช็อปปิ้งในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น เชื่อว่าจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ความตั้งใจที่บรรดาผู้ประกอบการศูนย์การค้าออกมาประกาศความแข็งแกร่งครั้งนี้ หากยังคงเดินหน้าจับมือเดินไปพร้อมๆ กันการที่ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นช็อปปิ้ง เดสติเนชั่น ระดับโลกก็คงไม่ใช่แค่การสร้างวิมานในอากาศอีกต่อไป ถ้าทุกคนทุกฝ่ายรวมพลังช่วยกันขับเคลื่อน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท