posttoday
ยกเครื่องประเทศไทย แผนฯ 12 ต้องทำจริง

ยกเครื่องประเทศไทย แผนฯ 12 ต้องทำจริง

29 กันยายน 2558

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

28 ก.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับภาคเอกชน 6 สถาบัน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพื่อนำข้อที่เอกชนคาดหวังไปจัดทำรายละเอียดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะแตกต่างกับที่ผ่านมา เพราะจะเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) มากขึ้น โครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการลงทุนต่อเนื่อง จะถูกบรรจุอยู่ในแผนอย่างชัดเจน เป็นแผนปฏิบัติการที่ผูกติดไว้ให้รัฐบาลต้องดำเนินการ ภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศระยะ20 ปี

“เจน นำชัยศิริ” รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจะต้องเติบโตอย่างสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น จากที่ผ่านมาการเติบโตจะมีภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ แต่ขณะนี้อุตสาหกรรมเองก็เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าเฉลี่ยเดิมที่ 5.1% จีดีพีไทยเฉลี่ยก็โตต่ำลงเหลือ 3% จาก 5% ขณะที่ผลิตภาพแรงงานก็เติบโตลดลงเหลือ 1.7% จากเดิม 2.3% ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ที่ขาดแคลนแรงงาน

ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป เอกชนต้องปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่วนสิ่งที่อยากจะเห็นในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่เป็นการดำเนินการของรัฐ คือการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่ลงในรายละเอียดมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถออกมาตรการต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรมควรต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการ รวมถึงบรรจุให้การป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นอยู่ในแผนด้วย

นอกจากนี้ ต้องลดบทบาทภาครัฐในงานที่ไม่จำเป็นลง นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น ลดการกำกับดูแลในส่วนที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป และควรเพิ่มการเอาต์ซอร์สงานมากขึ้น

“กลินท์ สารสิน” รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ในอนาคตไทยเป็นประเทศที่เป็นที่ยอมรับ เชื่อมั่นจากนานาชาติและมั่งคั่ง ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้จะต้องอาศัยการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ 1.เพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานที่แข็งแรงในปัจจุบัน 2.การสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ 3.การต่อยอดกิจกรรมจากความเชื่อมโยงภายในอาเซียน ตั้งแต่ระดับอาเซียนถึงโลก และ 4.ต้องมีการจัดการกับประเด็นพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโต

“ประเด็นสำคัญที่ควรจะอยู่ในแผนพัฒนาฯ ในระยะ 5 ปีข้างหน้า คือ การเพิ่มมูลค่าด้วยการวิจัยพัฒนาและแบรนดิ้งของไทย สร้างเทคโนโลยีของตนเอง ขยายภาคบริการ เริ่มต้นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่
ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล แอนด์ ครีเอทีฟอีโคโนมี ไบโอเบส เชื่อมโยงกับอาเซียนให้ได้ และต้องให้ความสำคัญกับการจัดการโครงสร้างพื้นฐานทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำและการศึกษา” กลินท์ กล่าว

“นพพร เทพสิทธา” ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จำเป็นต้องบรรจุแนวทางการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นเทรดดิ้งเนชั่นไว้ในแผนฯ เพราะอย่างน้อย 15 ปี ประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงรายได้จากการค้าเพื่อนำมาพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ไม่ได้มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะพึ่งเศรษฐกิจภายในเพียงอย่างเดียว และไทยก็ได้ไปทำข้อตกลงกับต่างประเทศจำนวนมากที่ต้องปฏิบัติตาม

นพพร ระบุว่า การผลักดันให้เกิดเทรดดิ้งเนชั่นประเทศจะต้องมีนวัตกรรมเพื่อสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน มีการพัฒนาจากจุดแข็งของประเทศที่มีอยู่ คือ ภาคเกษตร พัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานระดับโลก แม้จะเป็นสินค้าที่ขายในประเทศ และสามารถบริหารจัดการครอบคลุมห่วงโซ่ระดับโลก (Global Value Chain) และเมื่อเอกชนรู้แล้วว่าตัวเองอยู่จุดไหนของห่วงโซ่ รัฐบาลเองก็ต้องให้การสนับสนุน

“วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า อยากขอให้ สศช.บรรจุเรื่องการให้ความรู้ทางการเงินกับประชาชนเข้าไปอยู่ในแผนฯ 12 ด้วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนไทยไม่ถูกหลอกลวงเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่าความเสียหายมหาศาล โดยสาเหตุหลักที่เกิดขึ้นก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่กว่า 73% มีความรู้ทางด้านการเงินค่อนข้างต่ำ

ทั้งนี้ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดกับปัญหาเรื่องดังกล่าว คือ ระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการถูกฉ้อโกงจากการถูกแอบอ้าง เช่น แชร์ลูกโซ่ และสหกรณ์แอบแฝง มีมูลค่าความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท และเรื่องดังกล่าวมักมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไปจนถึงข้าราชการในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ควรต้องจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความรู้ทางการเงินแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการวางยุทธศาสตร์และนโยบายร่วมกับทุกหน่วยงาน  นอกจากนี้ยังเสนอให้บรรจุเรื่องระบบการออมเพื่อการชราภาพภาคบังคับ เพื่อสร้างหลักประกันให้กับคนวัยชรา และไม่กระทบกับภาระทางการคลังในอนาคต

นี่คือประเด็นสำคัญที่เอกชนเสนอให้บรรจุอยู่ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย โดยมีการตั้งเป้าหรูหราไว้ว่า เมื่อสิ้นสุดแผนฯ ในปี 2564 แล้ว เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 5% การลงทุนเอกชนโตเฉลี่ย 7.5% การลงทุนของรัฐเติบโต 10% จีดีพีเอสเอ็มอีเพิ่มเป็น 40% จากปัจจุบัน 32% การลงทุนวิจัยและพัฒนาจะมีมูลค่าคิดเป็น 2% ของจีดีพี

แต่การจะก้าวไปให้ถึงฝั่งได้นั้น รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการเดินไปตามแผน มิเช่นนั้นยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ก็ไร้ค่า...

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี