
หุ้นไทยดิ่งใกล้จุดหยุดขาดทุน1,350
หุ้นไทยร่วงแรง 1.79% ตามอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ใกล้จุดหยุดขาดทุน 1,350 จุด
หุ้นไทยร่วงแรง 1.79% ตามอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ใกล้จุดหยุดขาดทุน 1,350 จุด
ดัชนีหุ้นไทยวันแรกของสัปดาห์ร่วงแรงปิดช่วงตลาดที่ระดับ 1,352.13 จุด ลดลง 24.70 จุด หรือลดลง 1.79% มูลค่าการซื้อขาย 28,592 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติยังเทขาย 2,088 ล้านบาท พร้อมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่เทขาย 1,861 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเบาบาง
ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,369.10 จุด และต่ำสุดของวันอยู่ที่ 1,352.02 จุด
นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เป็นแค่การปรับตัวลงตามรอบเท่านั้นเป็นการปรับตัวลงตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่ปรับลงไปค่อนข้างมาก ทั้งนี้ คงเป็นผลจากการมองภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่ดี มีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่ดีขึ้น ตลาดมีแรงกดดันจากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งเฟดจะมีการประชุมครั้งต่อไปในเดือน ต.ค.นี้ หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐออกมาดี ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอีก
ทั้งนี้ คาดว่าตลาดมีโอกาสที่จะดีดกลับได้หากสามารถยืนเหนือ 1,350 จุด โดยหุ้นที่น่าจะดีดกลับเป็นหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มค้าปลีก เป็นต้น พร้อมให้แนวรับ 1,350 จุด ส่วนแนวต้าน 1,365-1,378 จุด
นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง แนะแนวรับหยุดขาดทุนสำหรับหุ้นเดือน ต.ค. เดิมที่ 1,340/1,350 จุด แนวต้าน 1,400 จุด หลังจากหุ้นไทยได้ลดลงตามคาดเมื่อเดือน ส.ค. และดีขึ้นในเดือน ก.ย.
นอกจากนั้น ได้แนะนำให้แบ่งพอร์ตเริ่มซื้อคืน 20/30% (แนะมาตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.) เน้นกลุ่ม ธนาคาร ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง โรงแรม และหุ้นที่ลงแรงก่อนหน้านี้ ได้คงแนะนำ ที่ซื้อตามแล้ว
พิจารณารอซื้อเพิ่ม หรือขาย เล่นสั้น แล้วรอซื้อเล่นใหม่ คาดในเดือน ต.ค. มีโอกาสปรับฐานอีกครั้ง แต่ไม่รุนแรงเท่าเดือน ก.ค.-ส.ค.ที่
ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การลดลงของดัชนีหุ้นครั้งนี้ ราคาหุ้น 2 ธนาคารใหญ่เจ้าหนี้บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ร่วงแรงกว่าการลดลงของดัชนี จากผลการที่สถาบันจัดอันดับเครดิตมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับแนวโน้มเครดิตธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นลบและมีโอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับเครดิตลง 50% ในระยะเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่ประกาศจากกรณี SSI กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และธนาคารต้องตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสูงมาก
ราคาหุ้น KTB ปิดที่ 16.80 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือลดลง 2.33% และมูลค่าการซื้อขายติดอันดับ 8 ใน 10 ของหุ้นที่มูลค่าซื้อขายสูงสุดของวัน ส่วนราคาหุ้น SCB ปิดที่ 136 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือลดลง 2.51%
อย่างไรก็ตาม มุมมองนักวิเคราะห์ในประเทศยังไม่ต่างไปจากเดิมหลังจากที่ปรับลดกำไรทั้งสองธนาคารไปก่อนหน้านั้นแล้ว โดยนักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เชื่อว่า ทั้งสองธนาคารพยายามหาวิธีการที่ทำให้เงินกองทุนถูกกระทบน้อย โดย KTB อาจมีการนำสำรองส่วนเกินของหนี้ที่กลับมากลายเป็นหนี้ดีชดเชยกับสำรองที่ต้องตั้งสำหรับ SSI และ SCB ขายเงินลงทุนและนำกำไรมาชดเชยกับสำรองที่ต้องตั้ง ทำให้กำไรบรรทัดสุดท้ายถูกกระทบไม่รุนแรง







