
ผลตอบแทนพันธบัตร ระยะกลางถึงยาวขึ้นเล็กน้อย
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (วันที่ 21-25 ก.ย. 2558) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 388,019.37 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 77,603.87 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 31%
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (วันที่ 21-25 ก.ย. 2558) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 388,019.37 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 77,603.87 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 31%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่า กว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 249,255 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond)
ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 89,427 ล้านบาท
หุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 13,593 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23% และ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB196A (อายุ 3.7 ปี) LB21DA (อายุ 6.2 ปี) และ LB296A (อายุ 13.8 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 26,156 ล้านบาท 19,175 ล้านบาท และ 9,616 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT174A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 749 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท น้ำตาลมิตรผล รุ่น MPSC229A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 542 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ รุ่น LH163A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 517 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.02-0.05% โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 5 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.05% จาก 2.23% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 2.28%
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดตราสารหนี้ได้รับผลกระทบจากการส่งสัญญาณของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อาจจะมีการเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ทยอยประกาศออกมามีแนวโน้มเชิงบวก
ในขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มชะลอตัว โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ลงสู่ระดับ 5.8% ในปี 2558 และ 6% ในปี 2559 จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ระดับ 6.3%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดเป้าหมายอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปี 2558 และปี 2559 มาอยู่ที่ 2.7% และ 3.7% ตามลำดับ
จากก่อนหน้าที่คาดว่าจะขยายตัว 3% และ 4.1% ตามแนวโน้มการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ชะลอตัว โดยการส่งออกปีนี้ ธปท.คาดว่าจะติดลบประมาณ 5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 1.5% เนื่องจากการส่งออกสินค้าลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว
สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยสุทธิ 2,680 ล้านบาท โดยขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) 412 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุมากกว่า 1 ปี) 3,092 ล้านบาท







