
หวังกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดันดัชนีปลายปี1,400จุด
“อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษถึงนโยบายภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
“อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษถึงนโยบายภาครัฐกำลังดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เชิญนักลงทุนสถาบันและผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมฟัง โดยมีนโยบายแน่ชัดออกมาว่ารัฐบาลพยายามจะให้เกิดการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์) เพื่อเป็นการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีเกือบ 2 ล้านล้านบาทขึ้นมา ซึ่งตลาดทุนจะเป็นส่วนสำคัญผลักดันให้เกิดขึ้น
พร้อมกับยังให้การบ้าน ตลท.จะทำอย่างไรที่จะทำให้ตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนได้ เพราะจากข้อมูลที่ได้รับฟังคือ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องและมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน เหลือเพียงมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่อยู่ในอันดับ 2-3 อยู่ เพราะขณะนี้มองว่าการเข้าและออกเงินตราต่างประเทศค่อนข้างเสรี และการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางตลาดทุนอาเซียนจะง่ายกว่าศูนย์กลางตลาดเงินอาเซียน ซึ่งตอนนี้ก็มีนักลงทุนไทยบางส่วนที่ไปลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศ และถ้าเราทำให้คนไทยลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยซื้อที่ได้จะเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งถ้าทำได้จะทำให้ตลาดทุนไทยเปลี่ยนโฉมเลย
“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ก็พร้อมที่จะเป็นแหล่งระดมทุนให้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่สามารถที่จะระบุมูลค่าหรือขนาดกองได้ เพราะต้องรอการประมวลจากภาพใหญ่ว่าจะระดมทุนในโครงการไหนบ้าง โดยที่ผ่านมาก็มีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานได้เข้ามาระดมทุนจากตลาดทุนไทยแล้วประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การขออนุญาตการให้มีการซื้อขายผลิตภัณฑ์เพื่อใช้สกุลเงินต่างประเทศนอกเหนือไปจากสกุลเหรียญสหรัฐนั้น ที่ผ่านมาก็มีการเจรจามานานแล้ว ซึ่งทางแบงก์ชาติไม่ได้มีท่าทีอย่างไร คงต้องให้เวลาการเปลี่ยนผ่านที่กำลังจะมีผู้ว่าการคนใหม่ด้วย
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวหลังจากฟังที่ รมว.คลัง ฉายภาพเศรษฐกิจว่า ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เห็นภาพชัดว่าเม็ดเงินที่ภาครัฐกำลังอัดฉีดลงไปกว่า 1 แสนล้านบาท ในโครงการกองทุนหมู่บ้านหรือแต่ละตำบลกำลังจะส่งผลและให้เกิดขึ้นได้ภายในไตรมาส 4 นี้ และน่าจะมีการผลักดันให้เบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อกว่า 4 หมื่นล้านบาท ให้ทันสิ้นปีนี้ ส่วนงบส่วนมาตรการสนับสนุนวงเงินเอสเอ็มอีก็กำลังจะผลักดันอยู่ แต่สิ่งที่แสดงความกังวลคือ อยากให้มีมาตรการที่เข้ามาต่อเนื่อง ไม่อยากให้เป็นเพียงมาตรการอัดฉีดเงินแค่ระยะสั้นเท่านั้น
อย่างไรก็ดี มองว่าจากมาตรการดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 มีการฟื้นตัวได้ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในไตรมาส 3 ที่จะออกมาจะเป็นข่าวร้ายสุดท้ายแล้ว เพราะจะมีการทรงตัวจากไตรมาส 2 ทั้งนี้ มองว่าไตรมาส 4 ปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะพอผลักดันให้ดัชนีไปถึงระดับ 1,400 จุดได้ แต่ 1,500 จุด อาจจะต้องลุ้นกันว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีการต่อเนื่องขนาดไหน แต่โดยรวมถือว่าตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าที่ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง
นอกจากนั้น ยังเชื่อว่ามาตรการที่จะทำให้เรียกความมั่นใจจากเม็ดเงินต่างชาติได้ นั่นคือการประกาศและทำให้เกิดการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม หรือคิกออฟให้เห็น เพราะที่ผ่านมามันเกิดขึ้นล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้
แต่อย่างไรก็ดี โดยรวมนักลงทุนต่างชาติอาจจะมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลก หรือปัจจัยต่างประเทศมากกว่าประเด็นในประเทศไทยหลังการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้จบไป เพราะยังมีความกังวลในเรื่องการผันผวนของค่าเงิน การชะลอตัวของเศรษฐกิจของจีน การเตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นต้น
สำหรับเรื่องที่สนับสนุนให้ตลาดทุนไทยยกระดับเป็นภูมิภาค ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเห็นประโยชน์จากการใช้ตลาดทุนเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นการช่วยลดงบประมาณภาครัฐและช่วยลดภาระการก่อหนี้ของภาครัฐจากที่ปัจจุบันมากกว่า 40% ของตัวเลขอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)
“ถ้าเราไม่ใช้จังหวะปัจจุบันที่สภาพคล่องโลกกำลังล้นโลกในการออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานตอนนี้จะถือว่าเราเสียโอกาสมาก เพราะนักลงทุนจะมีความสนใจอยู่ทั้งรายบุคคลและนักลงทุนสถาบัน เพราะกองทุนโครงสร้างพื้นฐานจะให้อัตราผลตอบแทนที่มีความแน่นอนและมั่นคงมาก อย่างน้อยประมาณ 4-5%” ไพบูลย์ กล่าว
“ธิติ ตันติกุลานันท์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย (KS) มีมุมมองตรงกันว่า มาตรการที่รัฐออกมาถือว่าเป็นระยะสั้น ซึ่งก็ได้เห็นความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาหรือจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าจะให้เรียกความเชื่อมั่นกับผู้ลงทุนต่างประเทศหรือนักลงทุนทั่วไปได้ก็คือ ต้องมีการคิกออฟทำให้เกิดการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน







