
เสียงสะท้อน
จากการจัดงาน อินดัสตรี เอ็กซ์โป 2015 ช่วงระหว่างวันที่ 22-27 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่เพิ่งจบลงไปหมาดๆ มีเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีในงานสะท้อนบรรยากาศให้ฟังว่า การจัดงานในปีนี้เป็นไปได้ด้วยความเงียบเหงาจากกำลังซื้อที่ไม่ค่อยจะคึกคักมากนัก ด้วยต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในภาพรวมฉุดกำลังซื้อของคนในประเทศลงไปด้วย แต่หากเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นมีประชาชนเข้ามาเดินจับจ่ายภายในงานมากขึ้น
จากการจัดงาน อินดัสตรี เอ็กซ์โป 2015 ช่วงระหว่างวันที่ 22-27 ก.ย.ที่ผ่านมา ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่เพิ่งจบลงไปหมาดๆ มีเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีในงานสะท้อนบรรยากาศให้ฟังว่า การจัดงานในปีนี้เป็นไปได้ด้วยความเงียบเหงาจากกำลังซื้อที่ไม่ค่อยจะคึกคักมากนัก ด้วยต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในภาพรวมฉุดกำลังซื้อของคนในประเทศลงไปด้วย แต่หากเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เริ่มเห็นมีประชาชนเข้ามาเดินจับจ่ายภายในงานมากขึ้น
เห็นภาพรวมบรรยากาศแบบนี้แล้ว ทำให้เจ้าของธุรกิจท่านนี้มั่นใจว่า ยอดขายที่จะเกิดขึ้นในงานไม่น่าจะถึง 500 ล้านบาท ตามที่ผู้จัดงานประเมินไว้อย่างแน่นอน พร้อมยกข้อมูลประกอบว่า ภายในงานมีผู้จัดราว 1,400 ร้านค้า ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการกันเอง โดยเฉลี่ยจะมียอดขายไม่เกิน 5,000 บาท/วัน/ร้าน และเมื่อคูณด้วยจำนวนวันเข้าไป คือ 6X5,000 เท่ากับ 3 หมื่นบาท/วัน คูณจำนวน 1,400 ร้านค้าเข้าไป ก็น่าจะมียอดขายราวๆ 60 ล้านบาท ตลอดทั้ง 6 วันเท่านั้น
หากเอาจำนวนตามที่ผู้จัดงานตั้งไว้จะมีผู้เข้าชมงานราว 1 หมื่นคน/วัน ส่วนเสาร์-อาทิตย์เพิ่มเป็น 1.5 หมื่นคน จับจ่ายต่อหัว 550 บาท ซึ่งเมื่อคูณด้วยจำนวนวันเข้าไปอีก อย่างไรเสียเงินก็ไม่น่าจะสะพัดถึง 500 ล้านบาท อยู่ดี
หากมองโลกในแง่ดีจะมีการซื้อขายแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (บีทูบี) เกิดขึ้นหลังร้านภายในงานดังกล่าว ก็จะทำให้มียอดขายเกิดขึ้นตามเป้าที่วางไว้ ก็คงเป็นไปได้ยากอีก เพราะงานลักษณะนี้เป็นงานแสดงเอ็กซ์โปในประเทศ ไม่ได้ทำตลาดประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติเข้ามา
ดังนั้น ผู้ซื้อผู้ขายส่วนใหญ่ก็เป็นในประเทศที่ต่างรู้สถานการณ์ตลาดของตัวเองเป็นอย่างดี ซึ่งหากจะหาตลาดหรือคู่ค้าธุรกิจใหม่จากภายในงาน ก็จะต้องมีการวางแผนตกลงซื้อขายสินค้ากันล่วงหน้าหลายด้าน ทั้งวิเคราะห์สภาพตลาด สภาพคล่องทางธุรกิจ กำลังซื้อ ฯลฯ ที่จะต้องไม่เกิน 6 เดือนนับจากนี้หรือเร็วกว่านั้น ซึ่งการมีคำสั่งซื้อทั้งปริมาณ (วอลุ่ม) หรือมูลค่า (แวลู) จำนวนมากๆ อาจยังต้องคิดหนักจากกำลังซื้อถดถอยที่ไม่ใช่แค่เฉพาะไทยเท่านั้นในเวลานี้
ในช่วงนี้จะเห็นว่าเจ้าของธุรกิจหลายรายชะลอไปจนถึงหยุดเครื่องจักรผลิตสินค้า แต่หันมาเร่งระบายสต๊อกสินค้าของตัวเองเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังสะท้อนได้ว่าการจัดงานลักษณะแบบนี้ ตัวผู้จัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจับเทรนด์หรือเกาะกระแสพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายให้ถูกต้องด้วย จากในช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีการประชาสัมพันธ์โครงการออกไป แต่ก็ต้องดูด้วยว่ามีการใช้สื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ เพราะหากเปรียบเทียบในช่วงการจัดงานใกล้ๆ กันอย่างงานบุฟเฟ่ต์ผลไม้ หัวละ 59 บาท ที่ตลาดไอยรา กลับมีประชาชนเข้าไปต่อแถวเที่ยวงานล้นหลาม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียให้เกิดการบอกต่อๆ กันไป
ขณะที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเองก็พยายามอย่างมากที่จะให้เอสเอ็มอีใช้เครื่องมือดิจิทัลในการทำงาน แต่เมื่อถึงเวลาที่รัฐเป็นเจ้าภาพจัดงานลักษณะแบบนี้เอง กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์สื่อประเภทนี้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญตัวผู้จัดงานรุ่นใหม่อาจจำเป็นต้องใส่ความเป็นครีเอทีฟเข้าไปนอกเหนือจากนี้ด้วย







