
บขส.ปรับทัพสู้ ‘โลว์คอสต์’
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
เป็นโจทย์ที่ยากและท้าทาย เมื่อพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยเปลี่ยนไปใช้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะร่นระยะเวลาเดินทางเหลือ 1-2 ชั่วโมง เทียบกับการเดินทางโดยรถบัสที่ใช้เวลา 8-10 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ในขณะที่ค่าตั๋วโดยสารต่างมีช่องว่างห่างกันไม่มากนัก
“ช่วงหลังๆ คนนิยมใช้โลว์คอสต์ แอร์ไลน์กันมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อ บขส.และรถร่วม บขส.ใน 26 เส้นทาง โดยเฉพาะเส้นกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-กระบี่ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมารายได้ของ บขส.และรถร่วม บขส. เช่น นครชัยแอร์ สมบัติทัวร์ เพชรประเสริฐทัวร์ และเชิดชัยทัวร์ ซึ่งมีรถบัสรวมกัน 6,000 คัน ลดลงมาก โดย บขส.ที่มีรถบัส 800 คันวิ่งให้บริการ ตอนนี้รายได้ลดลง 30-40% แต่เราคงไม่โทษโลว์คอสต์ เรามีหน้าที่ปรับตัวให้อยู่รอดและแข่งได้ เช่นที่ผ่านมา เราได้ลดจำนวนเที่ยววิ่งจากเดิมที่ปล่อยรถทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนเป็นปล่อยรถทุกๆ 1 ชั่วโมงแทน ปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการ และปรับปรุงการเชื่อมต่อระบบขนส่ง เป็นต้น”นพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ และรักษาการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง (บขส.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”
เพื่อตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป นพรัตน์ บอกว่า สิ่งแรกที่ บขส.จะต้องทำให้ได้ คือ ทำให้ประชาชนหันกลับมามอง บขส.ว่าเป็นทางเลือกแรกในการเดินทาง บขส.จึงต้องปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้โดยสารแต่ละกลุ่ม พร้อมๆ กับการลดขนาดองค์กร ลดต้นทุนการจัดการ เพื่อให้ บขส.แข่งขันได้ และเป็นทางเลือกที่ทำให้เอกชนไม่เอาเปรียบผู้โดยสาร
“ปีก่อนเรามีแผนจะซื้อรถบัสเพิ่ม แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนจากซื้อเป็นเช่า และเรามีแผนลดไซส์รถบัสจากรถบัสใหญ่มาเป็นรถบัสเล็กไม่เกิน 20 ที่นั่ง หรือรถมินิบัส โดยเจาะกลุ่มผู้โดยสารที่มีรัศมีไม่เกิน 300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ เพราะเราสู้เรื่องเวลาเดินทางกับโลว์คอสต์ ไม่ได้ แต่ยังจำเป็นต้องคงรถบัสใหญ่ไว้จำนวนหนึ่งเพื่อให้บริการระยะไกลๆ อีกทั้งโรงซ่อมรถ บขส.ที่รังสิต ซึ่งปกติจะซ่อมเฉพาะรถของ บขส. แต่ต่อไปจะเปิดให้รถเอกชนมาซ่อมได้ด้วย โดยยกฐานะกองซ่อมบำรุงเป็นหน่วยธุรกิจ”
แต่ประเด็นสำคัญที่จะทำให้รถ บขส.และรถร่วม บขส.เป็นทางเลือกแรกของประชาชน นพรัตน์ กล่าวว่า จะต้องทำให้การเดินทางของรถ บขส.และรถร่วม บขส.มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด หรือมีอุบัติเหตุเป็นศูนย์ ซึ่งเรากำลังทำอย่างจริงจัง เช่น ติดตั้งระบบจีพีเอสรถ บขส.และรถร่วม บขส.ทุกคัน รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถ เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ท่ามกลางข้อจำกัดที่ว่า บขส.ไม่อาจลดราคาค่าตั๋วลงมาแข่งขันได้อีกแล้ว
นอกจากนี้ บขส.มีแผนที่จะพัฒนาที่ดิน บขส. เช่น พัฒนาพื้นที่สายใต้เก่าที่ปิ่นเกล้าเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงที่ดินสถานีเอกมัยที่จะว่างลงหลังจากย้ายสถานีไปอยู่ที่แยกบางนา และที่ดินอีก 145 แปลงทั่วประเทศ เพื่อสร้างรายได้มาเลี้ยง บขส. พร้อมทั้งเตรียมตัวให้พร้อมหลังกระทรวงคมนาคมมีนโยบายปรับบทบาท บขส.จากปัจจุบันที่เป็นทั้งผู้กำกับดูแล (เรกูเลเตอร์) และผู้ดำเนินการ (โอเปอเรเตอร์) ให้เหลือบทบาทเป็นโอเปอเรเตอร์อย่างเดียวว่า บขส.จะต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อ บขส.ไม่ได้กำกับดูแลรถร่วม บขส. 5,200 คัน และรถตู้ บขส.อีก 6,000 คันต่อไปแล้ว
ทว่าประเด็นร้อนๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้คงไม่พ้นการที่กระทรวงคมนาคม และ บขส.เตรียมจะย้ายสถานีขนส่งหมอชิต (สายอีสาน-สายเหนือ) ไปอยู่ในย่านรังสิต และเตรียมย้ายสถานีขนส่งเอกมัย (สายตะวันออก) ไปอยู่ที่แยกบางนาซึ่งจะสร้างภาระการเดินทางให้ผู้โดยสาร เช่นเดียวกับการย้ายสถานีขนส่งสายใต้จากปิ่นเกล้าไปอยู่ที่ถนนบรมราชชนนีก่อนหน้านี้
ต่อประเด็นดังกล่าว นพรัตน์ ระบุว่า บขส.จำเป็นต้องย้ายสถานีขนส่งหมอชิตไปอยู่พื้นที่ใหม่ เพราะสัญญาเช่าที่ดินบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตที่ทำไว้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หมดสัญญาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว และ รฟท.มีหนังสือให้ บขส.ย้ายออกภายในปี 2561 บขส.จึงว่าจ้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีศึกษาและสรุปว่าพื้นที่เหมาะสมในการสร้างสถานีขนส่งแห่งใหม่ 3 จุด ทางตอนเหนือจากรังสิตขึ้นไป แต่ไม่ต้องเกินมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ต้องมีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ หรือใกล้เคียงกับพื้นที่ปัจจุบัน 74 ไร่ และมีหน้ากว้างไม่ต่ำกว่า80 เมตร
“เราได้ประกาศเชิญชวนไปครั้งแรก มีผู้เสนอเข้ามา 10 ราย แต่เมื่อลงไปดูพื้นที่ก็พบผิดเงื่อนไขทีโออาร์ จึงยกเลิกการประกวดราคา และได้เปิดประกวดราคารอบที่ 2 แล้ว หากคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมได้ บขส.จะซื้อและลงทุนสถานีเอง โดยใช้งบไม่เกิน 2,000 ล้านบาท สร้างสถานี ลานจอดรถ และโรงซ่อมบำรุง ขณะที่สถานีแห่งใหม่ยังคงรวมเส้นทางสายอีสานและสายเหนือไว้ที่เดียวกัน แต่แยกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นสำหรับสายอีสาน และชั้นสำหรับสายเหนือ สำหรับการเดินทางใน 125 เส้นทาง หรือ 3,200 เที่ยว/วัน รองรับผู้โดยสารสูงสุด 1 แสนคน/วัน จากปัจจุบันที่มีผู้โดยสาร 6-8 หมื่นคน/วัน”
ทั้งนี้ นพรัตน์ ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีเสียงบ่นจากผู้โดยสารกรณีการย้ายสถานีขนส่งหมอชิตออกไปนอกเมือง แต่ บขส.จำเป็นต้องย้ายออกไป เพราะที่ตั้งสถานีปัจจุบันไม่ใช่ที่ดินของ บขส. และเมื่อเจ้าของ คือ รฟท.ได้ทำหนังสือขอคืนพื้นที่
“ก็มีคนมาบ่นตลอด แต่ปัญหาคือเราไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ เราจำเป็นต้องหาพื้นที่ที่เป็นของเราเอง และเราก็ต้องการซื้อเลย ไม่อย่างนั้นก็ต้องย้ายไปเรื่อยๆ ซึ่งเราได้เตรียมแผนที่จะเชื่อมโยงการขนส่งจากสถานีหมอชิตใหม่เข้ามาในเมือง เช่น หากรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต เปิดวิ่งให้บริการในปี 2563 ก็จะมีการวางแผนปรับเวลาเดินรถให้สอดคล้องกัน เพียงแต่ยังเป็นห่วงว่าหากสถานีรถไฟฟ้าไม่ได้อยู่ใกล้กับสถานีใหม่จะทำอย่างไร”
อย่างไรก็ตาม นพรัตน์ กล่าวว่า การย้ายสถานีหมอชิตไปอยู่รังสิต ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะไปรวมที่หมอชิตใหม่ที่รังสิตที่เดียว เพราะที่สถานีหมอชิตเดิม บขส.จะได้รับจัดสรรพื้นที่ 16.43 ไร่ สำหรับทำเป็นสถานีย่อยเพื่อให้บริการเส้นทางวิ่งในรัศมีไม่เกิน 300 กิโลเมตร รวมทั้งจะมี Shuttle Bus วิ่งหมุนเวียนระหว่างสถานีรังสิตและสถานีหมอชิต เช่นเดียวกับรถสายใต้ที่มีรถวิ่งวนจากถนนบรมราชชนนีไปถึงสถานีสายใต้เดิมบริเวณปิ่นเกล้า
ส่วนกรณีการย้ายสถานีขนส่งเอกมัยไปอยู่แยกบางนา นพรัตน์ ระบุ เดอะมอลล์เสนอให้ บขส.ใช้พื้นที่ของห้างเดอะมอลล์สาขาใหม่ที่แยกบางนาเนื้อที่ 7 ไร่ ซึ่งจะรองรับรถโดยสารได้ 1,000 เที่ยว/วัน และรองรับผู้โดยสารได้ 1.4 หมื่นคน/วัน เท่ากับพื้นที่สถานีเอกมัยปัจจุบัน ขณะที่เงื่อนไขสัญญาที่ บขส.ยื่นไป คือ บขส.ต้องใช้พื้นที่ได้ 20 ปี และการบริหารจัดการการเดินรถเป็นของ บขส. กลุ่มเดอะมอลล์ก็ยินยอมแล้ว คาดว่าจะได้สรุปเร็วๆ นี้ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
“หากย้ายสถานีไปอยู่แยกบางนา บขส.จะเปิดให้เอกชนมาพัฒนาที่ดินสถานีเอกมัย 7.5 ไร่ เพื่อสร้างรายได้ให้ บขส. ส่วนสถานีเอกมัยแห่งใหม่จะอยู่ในพื้นที่ข้างล่างของตัวอาคารห้างเดอะมอลล์ ซึ่งจะมีช่องทางให้รถเล็กและรถใหญ่เข้าไปในสถานีได้ โดยเดอะมอลล์จะได้ลูกค้าที่เป็นผู้โดยสาร ส่วนจะเป็นการประเคนลูกค้าให้เอกชนหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะเอกชนต้องลงทุนให้สถานีเราประมาณ 100 กว่าล้านบาท ไม่รวมค่าที่ดิน และก่อนหน้านี้เราได้สอบถามไปยังหน่วยงานราชการ เอกชน ว่ามีพื้นที่ใดให้ บขส.อยู่หรือไม่ คำตอบคือไม่มี และทุกวันนี้ผู้โดยสารก็ไม่ได้ลงที่สถานีเอกมัย แต่จะลงที่แยกบางนา จากนั้นก็ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะถ้าเข้าเมืองมารถมันติด”
นพรัตน์ ยังบอกว่า บขส.มีแผนที่จะย้ายสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ไปที่ถนนบรมราชชนนีที่เช่ากับศิริโปรเจ็กต์เป็นเวลา 20 ปี และจะครบสัญญาปี 2568 ซึ่งหาก บขส.มีศักยภาพก็จะซื้อที่ดินเพื่อสร้างสถานีเป็นของตัวเอง จากปัจจุบันที่มีรถวิ่งให้บริการที่สถานีขนส่งสายใต้ 1,800 เที่ยว/วัน ปริมาณผู้โดยสาร 3 หมื่นคน/วัน
“ทุกอย่างจะต้องสร้างให้ได้ภายใน 2 ปี คือ เริ่มต้นปี 2559 เสร็จปี 2561” นพรัตน์ ทิ้งท้าย
และนั่นหมายความว่าการเดินทางของคนต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพฯ จะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม เช่นเดียวกับ บขส.ที่ต้องปรับตัวกับรูปแบบการเดินทางของประชาชนที่เปลี่ยนไปด้วย







