
กรุงเทพฯกับปารีส
เป็นอีกครั้งที่ผมเดินทางไปมหานครแห่งความโรแมนติก “กรุงปารีส” เชื่อว่าทุกคนที่เคยไปแล้ว ก็อยากกลับไปเยือนอีก เพราะเป็นเมืองที่เราไม่เคยรู้สึกเบื่อ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์กรนานาชาติและบริษัทระดับโลกอีกหลายแห่ง จึงสงสัยว่าทำไมมหานครแห่งนี้จึงจัดการกับปัญหาในหลายมิติได้อย่างดีเยี่ยม
เป็นอีกครั้งที่ผมเดินทางไปมหานครแห่งความโรแมนติก “กรุงปารีส” เชื่อว่าทุกคนที่เคยไปแล้ว ก็อยากกลับไปเยือนอีก เพราะเป็นเมืองที่เราไม่เคยรู้สึกเบื่อ เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส และเป็นสำนักงานใหญ่ขององค์กรนานาชาติและบริษัทระดับโลกอีกหลายแห่ง จึงสงสัยว่าทำไมมหานครแห่งนี้จึงจัดการกับปัญหาในหลายมิติได้อย่างดีเยี่ยม
ที่จริงแล้ว กรุงเทพฯ กับปารีส มีอะไรที่คล้ายกัน เป็นเมืองหลวงที่มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกัน กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีคนอยู่ประมาณ 14 ล้านคน กรุงปารีสมีประมาณ 12 ล้านคน กรุงเทพฯ มีแม่น้ำเจ้าพระยา ปารีสก็มีแม่น้ำแซนผ่านกลางเมือง เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมเหมือนกัน ปารีสมีมหาวิหารนอเทรอดาม กรุงเทพฯ มีวัดพระแก้ว ปารีสมีถนนฌองเอลิเซ่อันเลื่องชื่อที่เป็นต้นแบบของถนนราชดำเนิน ทั้งสองเมืองเป็นเมืองท่องเที่ยวเหมือนกัน
แต่ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ใจกลางกรุงปารีสไม่มีตึกสูงเลยแม้แต่ตึกเดียว ตึกสูงจะกระจุกตัวอยู่พื้นที่รอบนอกที่พัฒนาเป็นย่านธุรกิจ ตามกฎหมายผังเมืองที่เข้มงวด ขณะที่ในกรุงเทพฯ เราจะเห็นตึกสูงทุกพื้นที่ ไร้รูปแบบผังเมือง ปารีสมีถนนขนาดใหญ่ ช่องทางกว้าง ทางเท้าก็กว้าง ต้นไม้ตามเกาะกลางถนนและริมทางหนาตา ดูร่มรื่น ขณะที่ถนนในกรุงเทพฯ แคบ เป็นซอยลึก แทบไม่มีต้นไม้ ทางเท้าก็ถูกบุกรุก
ปารีสมีสัญลักษณ์หรือแลนด์มาร์คที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก คือ หอไอเฟล ที่มีผู้ขึ้นไปชมแล้วถึง 250 ล้านคน เป็นต้นแบบของการสร้างสัญลักษณ์ใหม่ของเมือง เช่น กรุงลอนดอน ที่มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์หรือลอนดอนอาย สิงคโปร์มีโรงแรมเรือยักษ์ มาริน่า เบย์ แซนด์ กรุงโตเกียวมีหอสูงสกายทรี และกรุงกัวลาลัมเปอร์ก็มีตึกแฝดระฟ้าเปโตรนาส
กรุงเทพฯ ก็น่าจะมีแลนด์มาร์คใหม่ๆ บ้าง จะได้สร้างแรงดึงดูดแก่นักท่องเที่ยว เช่นเดียวกับมหานครอื่นทั่วโลก
ปารีสมีระบบขนส่งมวลชนที่เป็นรถไฟฟ้าใต้ดินเกือบทั้งหมด สร้างมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันมีความยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร ไม่ใช้รถไฟลอยฟ้าในเมือง เพราะต้องการรักษาทัศนียภาพที่สวยงาม ขณะที่กรุงเทพฯ มีทั้งรถไฟลอยฟ้าและใต้ดิน และกำลังทำรถไฟฟ้าเพิ่มเติม ปารีสมีสถานีรถไฟหลายแห่งที่มุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัด กรุงเทพฯ มีหัวลำโพงเป็นหลักเท่านั้น การเดินทางในปารีสใช้ตั๋วร่วมกับการขนส่งสาธารณะทุกระบบ กรุงเทพฯ ยังไม่มีใช้
ผมยังได้ล่องเรือในแม่น้ำแซน เห็นสองฝั่งริมแม่น้ำที่ทำทางให้คนเดินตลอดแนว จึงมีชาวปารีสและนักท่องเที่ยวมาเดินเล่น ขี่จักรยาน นั่งพักผ่อน บ้างก็เล่นดนตรี ถัดขึ้นไปก็เป็นถนนเลียบแม่น้ำ เพื่อช่วยเรื่องการจราจรเลียบเมือง ถัดไปเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออาคาร ทุกคนจึงเข้าถึงแม่น้ำแซนได้ ขณะที่กรุงเทพฯ ยังมีข้อโต้เถียงเรื่องการทำทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา และปัญหาบุกรุกแม่น้ำที่ยังแก้ไม่ได้
อนาคตกรุงเทพฯ จึงน่าจะเรียนรู้เรื่องกฎหมายผังเมืองจากปารีส เพื่อหยุดการกระจุกตัวของเมือง การใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่า และการขยายตัวอย่างไร้ทิศทางของเมือง ไม่เช่นนั้นจะสร้างปัญหาที่แก้ได้ยากในอนาคต เรื่องขนส่งมวลชนก็ควรให้เป็นงานของ กทม. ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ ผนวกกับการแก้ไขปัญหาจราจร กรุงเทพฯ ควรได้รับผิดชอบงานสำคัญแบบเบ็ดเสร็จ เรื่องนี้ทำได้ไม่ง่ายก็จริง แต่หากตัดสินใจทำ ผมเชื่อว่ากรุงเทพฯ จะบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลองดูนะครับ กรุงเทพฯ ของไทยทำไมจะสู้กรุงปารีสไม่ได้







