
ถึงเวลาของหุ้นยุโรปหรือยัง
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
หากกล่าวถึงหลักการเหตุผลที่จะใช้พิจารณาตัดสินใจเลือกลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญและนำมาวิเคราะห์สนับสนุนความน่าสนใจเข้าลงทุนในตลาดหุ้นของแต่ละประเทศ คอลัมน์ฉบับนี้ผมขอเริ่มต้นจากการนำเสนอข้อมูลทิศทางของเศรษฐกิจในต่างประเทศที่ผมมองเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อหลายปีก่อน เศรษฐกิจในยูโรโซนได้เข้าสู่ภาวะการถดถอยและส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกและเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ เป็นที่แน่ชัดว่าสัญญาณทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มกำหนดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปลายปีนี้
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวที่ดีขึ้นติดตามกันมาหลังตอบรับมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของทางธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขจีดีพีกลุ่มยูโรโซนในไตรมาส 2 เติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตลาดคาดการณ์ 1.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน กอปรกับอีซีบีที่ยังคงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง อีกทั้งมีท่าทีที่พร้อมจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบเพิ่ม หากเศรษฐกิจจำเป็นต้องใช้มาตรกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลดีต่อค่าเงินยูโรให้อ่อนค่าลงและสนับสนุนการส่งออกของยุโรป
ประเทศเยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นหลักสำคัญของยูโรโซนและมีภาคการส่งออกคิดเป็นประมาณ 46% ของจีดีพี ทำให้เยอรมนีมีความแข็งแกร่ง สะท้อนจากการอ่อนค่าของค่าเงินยูโร โดยดัชนีภาคการส่งออกโดยรวมของประเทศเยอรมนีอยู่เหนือระดับ 50 บ่งบอกถึงภาวะการขยายตัวภาคการผลิต และมีอัตราการเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 2 เติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกมีการเติบโตเฉลี่ย 0.3% ขณะที่กลุ่มประเทศ
สมาชิกอื่นๆ หรือสมาชิกในกลุ่ม PIGS ได้แก่ โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน เริ่มเติบโตดีขึ้น แม้บางประเทศจีดีพีโตระดับทรงตัวก็ตาม
หากกลับมามองเชิงพื้นฐานของตลาดหุ้นแล้ว ปัจจัยการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ของตลาดที่เกี่ยวกับอัตราการกำไรต่อราคา (P/E) ของ MSCI Europe ในปี 2016 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13.58 เท่า จากปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่เฉลี่ย 14.94 เท่า หากวิเคราะห์ในรายประเทศในกลุ่มสมาชิกยูโรโซน อาทิ เยอรมนี อิตาลี สเปน ตลาดคาดการณ์ค่า P/E ปีหน้าอยู่ที่ 11.56 เท่า 13.72 เท่า 12.70 เท่า ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่า P/E ของดัชนี S&P500 ในตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.19 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าValuation ของตลาดหุ้นยุโรปที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ เนื่องจากดอกเบี้ยยังอยู่ระดับต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลงส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนให้มีรายได้เพิ่ม
หากพิจารณาอัตราการจ่ายปันผลของดัชนี MSCI Europe เฉลี่ยประมาณ 3.6% ซึ่งสูงกว่าดัชนี MSCI World ที่มีอัตราการจ่ายปันผลเฉลี่ยประมาณ 2.6% ทำให้ผมมองว่าทั้งราคาหุ้นที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการจ่ายปันผลที่ยังสูงกว่าทำให้ตลาดหุ้นยุโรปน่าสนใจและส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปได้อีก ซึ่งผมมองว่าตลาดหุ้นในยูโรโซนจะกลับมาเป็นทางเลือกในการลงทุนอีกครั้ง







