
โลจิสติกส์ขับเคลื่อน ดันค้าชายแดนกัมพูชารุ่ง
ยิ่งเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ยิ่งเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ที่ต่างชาติเข้ามาวางสถานะกลุ่มประเทศแม่น้ำโขงให้เป็นฐานการผลิต โลจิสติกส์ และการส่งออกแบบเชื่อมโยงครอบคลุมถึงกันหมด ก็ยิ่งทำให้ตลาดในภูมิภาคเปลี่ยนไป
จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 การค้าชายแดนในภาพรวมมีมูลค่าทั้งสิ้นราว 6.84 แสนล้านบาท ซึ่งขยายตัวขึ้น 45.66% แต่ก็ยังน้อยกว่าเป้าหมายที่ 7.5 แสนล้านบาท เนื่องจากการค้าผ่านแดนลดลงถึง 10.28% เพราะบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนหนึ่งได้ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม จึงทำให้การนำเข้าผ่านแดนจากไทยลดลงไปด้วย
ขณะที่ตัวเลขการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ปี 2557 ที่ 1.14 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้น 15.03% มีมูลค่า 9.67 หมื่นล้านบาท และนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 81.97% อยู่ที่ 7.89 หมื่นล้านบาท ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนที่ปรับเปลี่ยนไป เป็นนำเข้าสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนเครื่องจักร เพื่อเข้ามาประกอบในไทยมากขึ้น ส่วนสินค้าส่งออกหลักๆ ไปกัมพูชา อย่างกลุ่มเครื่องดื่มและยานพาหนะ ก็สะท้อนตลาดบริโภคภายในที่ขยายตัวขึ้น
ในมุมมองของ ชนิตร ชาญชัยณรงค์ กรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา การค้าชายแดนคือสิ่งที่จำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนเพื่อรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยต้องโฟกัสลงรายละเอียดให้ลึกมากขึ้น (Deepening AEC) เพื่อรับโอกาสใหม่ๆ เหล่านี้
“Deepening AEC คือต้องโฟกัส ทำให้ที่มีอยู่แล้วโตขึ้น เราไม่สามารถปล่อยให้การค้าชายแดนเป็นไปตามยถากรรมได้ รัฐนอกจากจะมีหน้าที่เปิด-ปิดด่านแล้ว ยังต้องทำหน้าที่เติมเต็มอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระเบียบกฎเกณฑ์ ต้องโฟกัสลงลึกและเพิ่มตัวเลขให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น โดยรัฐควรคิดให้เป็นแบบพ่อค้า ด้วยการทำตัวเป็น ‘กระทะดักความเจริญเอาไว้’ ไม่อย่างนั้นประเทศจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากเป็นแค่ทางผ่านข้ามแดนไปมา (Transit) ถ้ากระตุ้นแล้วเกิดติดกระแส คนก็จะแห่ไปลงทุนตามด่านชายแดน เป็นพื้นที่กระทะความเจริญ และสามารถรองรับยุทธศาสตร์การลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น” ชนิตร กล่าว
ปัจจุบันหลายฝ่ายอาจไม่อยากให้การลงทุนไหลไปยังฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะการโยกย้ายฐานการผลิต แต่ต้องเข้าใจว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แล้ว เช่น นโยบาย Thailand + 1 ของญี่ปุ่น เราจึงไม่สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ควรปรับวิธีให้รับไปกับยุทธศาสตร์ของประเทศผู้ลงทุนใหญ่ ซึ่งสิ่งที่เราน่าจะทำได้ดี คือ ทำเป็นศูนย์โลจิสติกส์เพื่อกระจายสินค้า เพราะการลงทุนที่ใช้แรงงานปริมาณมากจะไปอยู่ที่กัมพูชา แต่ในไทยจะเป็นศูนย์รองรับโลจิสติกส์ต่อมา มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ มีไฟฟ้า หรือสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อกัน และส่งผ่านการค้าและความเจริญระหว่างกันได้
ทั้งนี้ ไทยควรพิจารณาเสริมในสิ่งที่ด่านการค้าชายแดนในฝั่งของเราขาดหายไป เช่น อาจมีสนามบินรองรับ หรือควรเปิดให้มีดิวตี้ฟรี และแทกซ์ รีฟันด์ สำหรับด่านค้าชายแดน ซึ่งจะยิ่งส่งเสริมการค้าชายแดนและสามารถเห็นตัวเลขที่แท้จริงได้มากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้คนฝั่งไทยข้ามไปเล่นกาสิโนและไปช็อปปิ้งในฝั่งตรงข้ามอย่างเดียว
“เราควรเปิดด่านให้มีรถข้ามพรมแดนมาซื้อของที่ฝั่งไทยได้เหมือนกับลาว เพราะจะช่วยเพิ่มการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาได้อีกมาก ทำโซนแอเรียได้ เปิดให้รถส่วนตัววิ่งเข้ามาเพื่อซื้อของได้แล้วก็วิ่งกลับไป เป็นศูนย์กระจายสินค้า ไม่ต้องไปเปลี่ยนรถที่ด่านชายแดนเหมือนทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจเขาโตเร็วกว่าเรา ยิ่งรัฐบาลมีความสัมพันธ์กันดีขึ้น การค้าก็ยิ่งขยายตัว เขาเสพของไทย กินของไทย เช่น ตลาดที่บริโภคคาราบาวแดงใหญ่สุดรองจากไทยก็คือกัมพูชา
“ความฝันก็คือ ของที่ส่งจากตลาดประเทศไทยจะไปโผล่ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ ภายใน 15 ชั่วโมง จากทุกวันนี้ประมาณ 36 ชั่วโมง ซึ่งนี่เป็นแค่การขนส่งระหว่างประเทศ ยังไม่เกี่ยวกับเรื่องพิธีศุลกากร ถ้าสามารถทำให้ของจากรังสิตไปเจาะตลาดโฮจิมินห์ ซิตี้ ซึ่งมีคนอยู่ 50 ล้านคน กับทางฝั่งเวียดนามใต้ได้ เป็นศูนย์กระจายสินค้าผ่านกัมพูชาไป หรือบางส่วนก็ส่งจากที่กัมพูชา โดยโรงงานไทยที่ไปตั้งการผลิตที่นั่น ทุกวันนี้โครงสร้างพื้นฐานพร้อมหมดแล้ว มีถนนพร้อมจากรังสิตไปสระแก้ว ข้ามไปฝั่งกัมพูชาแล้วต่อไปพนมเปญ หรือสีหนุวิลล์ แล้วจบที่โฮจิมินห์” ชนิตร กล่าว
ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เล็งเห็นความสำคัญที่นักลงทุนไทยจำเป็นต้องรู้และก้าวตามให้ทัน จึงได้ร่วมกับ สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (เอพีเอ็ม) รวมถึงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และเอ็มทูเอฟ จัดสัมมนาเรื่อง “โลจิสติกส์พลิกโฉมกัมพูชา” เพื่อให้นักลงทุนได้รับฟังและลงพื้นที่จริง พร้อมทั้งพบคำแนะนำการลงทุนตัวต่อตัวไทย-กัมพูชา ที่โรงแรมโซฟิเทล พนมเปญ โพคีธารา กรุงพนมเปญ ในวันที่ 8 ต.ค.นี้







