posttoday
เอดีบี-แบงก์ชาติหั่นเศรษฐกิจไทย รัฐฮึดไต่จากหลุม

เอดีบี-แบงก์ชาติหั่นเศรษฐกิจไทย รัฐฮึดไต่จากหลุม

26 กันยายน 2558

ความพยายามที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าผ่านนโยบายประชารัฐของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล

ความพยายามที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าผ่านนโยบายประชารัฐของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปูพรมใส่เงินเข้าไปในระบบผ่านกองทุนหมู่บ้าน โครงการลงทุนขนาดเล็ก เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมเป็นเงินกว่า 3.6 แสนล้านบาท

ทว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งคิกออฟไปไม่ถึงเดือนยังไม่ออกฤทธิ์ และยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะส่งผลดีอย่างเด่นชัดต่อเศรษฐกิจอย่างไร ส่งผลให้เสาหลักเศรษฐกิจในประเทศอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และองค์กรต่างประเทศอย่าง ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หั่นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงอีกครั้ง

จึงนับว่าปีนี้เป็นปีที่หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจปรับประมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถี่ที่สุดในรอบทศวรรษ ล่าสุดทั้ง ธปท.และเอดีบีปรับลดตัวเลขจีดีพีไทยครั้งที่ 3 โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตแค่ 2.7%

เมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า เหตุผลที่เศรษฐกิจไทยถูกมองแย่ลงมาจากตัวเลขการส่งออกที่ดูแย่ลง โดย ธปท.คาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบ 5% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบแค่ 1.5% นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชน หรือการใช้จ่ายในประเทศก็ขยายตัวต่ำลง และมีปัญหาภัยแล้ง กระทบต่อรายได้และความเชื่อมั่นของครัวเรือนทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย แถมยังมีตัวถ่วงจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงด้วย

“แม้ว่าจะมีมาตรการการลงทุนรัฐและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐเพิ่มเติมเข้ามา แต่ผลดีจะไม่ออกในปีนี้มากนัก และยังไม่สามารถที่จะชดเชยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงได้ทั้งหมด เศรษฐกิจจึงขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมทั้งในปี 2558 และ 2559 โดยภาพรวมไม่ว่าผลจะออกปีนี้หรือปีหน้าก็จะส่งผลดีต่อจีดีพีประมาณ 0.1%” เมธี กล่าว

ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังคงติดลบ ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานโดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ลดลง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่ติดลบ 0.9%

ทางด้าน ลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส เอดีบี สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย กล่าวว่า การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยยังไม่รวมปัจจัยใหม่ คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งหากมาตรการเร่งด่วนกองทุนหมู่บ้านเบิกใช้ได้เร็ว ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบช่วงสิ้นปี จีดีพีอาจเติบโตสูงกว่าประมาณการได้ ส่วนมาตรการเอสเอ็มอีคาดว่าเริ่มเห็นผลปีหน้า

“จากตัวเลขจะเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มฟื้นตัวแม้จะยากลำบากสักหน่อยจากปัจจัยภายนอก แต่ก็ดีกว่าหลายประเทศ ซึ่งเอเชียที่เป็นกลุ่มประเทศที่ผลักดันเศรษฐกิจโลกตอนนี้การเติบโตเริ่มชะลอลงเข้าสู่ New Normal” ลัษมณ กล่าว

เอดีบียังมองถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยว่ามี 3 ด้านที่ต้องระมัดระวัง คือ เงินทุนเคลื่อนย้ายเสี่ยงทุนไหลออก หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลกรวมทั้งไทยต้องหาจุดสมดุลให้ดี

ตามมาด้วยค่าเงินที่อ่อนค่าในทิศทางเดียวกับภูมิภาค จึงไม่ได้ส่งผลบวกด้านการแข่งขันมากนัก แต่ผู้นำเข้าได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งต้องระวังการกู้เงินต่างประเทศในช่วงค่าเงินอ่อนด้วย

สำหรับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มอยู่ระดับต่ำต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หลังจากจีนผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อันดับ 1 แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงราว 0.2% เหลือ 6.8% จะส่งผลต่อจีดีพีของประเทศไทยหายไป 0.2% เช่นกัน ในฐานะประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สูง

“ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะทำได้รวดเร็วหรือไม่ ซึ่งหลายโครงการประมูลปีนี้ และเริ่มลงทุนปีหน้า หากเกิดได้ตามแผนจะทำให้เกิดการจ้างงาน เอกชนมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่ม และเกิดการลงทุน เศรษฐกิจจะเริ่มหมุน” ลัษมณ กล่าว

นอกจากนี้ ต้องติดตามหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อและเงินกู้ยืม โดยหวังว่ามาตรการที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน สามารถลดอัตราหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนให้น้อยลง

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยในการบรรยายพิเศษหัวข้อนับถอยหลังสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ว่า การส่งออกไทยในปีนี้จะติดลบ 4% จากปีก่อน แต่การค้าชายแดนยังขยายตัวได้ราว 10-15%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับลดคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้เป็นติดลบ 3.5% จากก่อนหน้านั้น
ที่คาดว่าจะขยายตัว 0.2% ขณะที่การส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้หดตัวลง 4.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

“มั่นใจรัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อน ผลักดัน และเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 ด้าน จำนวน 19 โครงการ ใช้เม็ดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 1.77 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการวางฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นๆ โดยทุกโครงการจะสามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ราวไตรมาส 3 ของปี 2559” รมว.คมนาคม กล่าว

แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกอาจจะยังไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ ทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รัฐบาลจะไม่หยุดแค่นี้ นโยบายประชารัฐรอบต่อๆ ไปจะมาในแนวการกระตุ้นกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ การกระตุ้นการลงทุน ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้ราคาแค่พยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไปกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ได้หวังผลด้านตัวเลขจีดีพี

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท