
IVLซื้อกิจการเชลแก๊สสหรัฐสำเร็จ
อินโดรามาฯ เป็นเจ้าแรกของไทยซื้อเชลแก๊สในสหรัฐ ตั้งงบซื้อกิจการ 3,000 ล้านเหรียญ
อินโดรามาฯ เป็นเจ้าแรกของไทยซื้อเชลแก๊สในสหรัฐ ตั้งงบซื้อกิจการ 3,000 ล้านเหรียญ
แหล่งข่าวจากบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในสหรัฐ คือ Indorama Ventures Olefins, LLC เซ็นสัญญาเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์เอทิลีนในสัดส่วน 75% จาก Occidental Chemical Corporation แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยมูลค่าการลงทุนได้
IVL เป็นบริษัทแห่งแรกของไทยที่เข้าไปลงทุนในเชลแก๊สในสหรัฐ โดยโครงการดังกล่าวนี้สามารถนำวัตถุดิบอีเทนและโปรเปนไปใช้ในกระบวนการผลิตเอทิลีนได้ประมาณ 3.7 แสนตัน/ปี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการใช้สูงในสหรัฐ รวมถึงราคาขายค่อนข้างมีเสถียรภาพ อีกทั้งปัจจุบันจนถึงปี 2563 จะยังไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด ขณะที่โครงการเอทิลีนที่บริษัทเข้าซื้อนี้จะสามารถเริ่มการผลิตได้ก่อนคือในปี 2560 อีกทั้งโครงการนี้ยังสามารถผลิตโพรไพลีนได้อีกประมาณ 3 หมื่นตัน/ปี
“โครงการเอทิลีนที่บริษัทเข้าซื้อเป็นโอกาสที่ดีเพราะจะได้เข้าไปทำตลาดก่อนในช่วงที่ยังไม่มีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด เป็นผลิตภัณฑ์เดียวกับที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กำลังอยู่ในช่วงศึกษาเตรียมการลงทุนเพื่อทำโรงงานผลิต ซึ่งจะเสร็จช้ากว่าบริษัทประมาณ 1-2 ปี” แหล่งข่าวเปิดเผย
ทั้งนี้ การเข้าซื้อสินทรัพย์เอทิลีนในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าซื้อกิจการดีลที่ 4 ในปีนี้เป็นไปตามแผนการลงทุนระหว่างปี 2558-2561 ซึ่งตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจุบันที่ประมาณ 8.5 ล้านตัน/ปี เป็นประมาณ 12 ล้านตัน/ปี ในปี 2561 สอดคล้องกับแผนที่วางไว้
สำหรับสาเหตุที่บริษัทเลือกวิธีการเข้าซื้อกิจการ ข้อดีคือสามารถสร้างกระแสเงินและรับรายได้เข้ามาทันที หากบริษัทสามารถเข้าซื้อกิจการได้ครบตามแผนที่วางไว้ บริษัทตั้งเป้าหมายว่าระหว่างปี 2558-2561 จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานรวมประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2557 ที่ทำได้ 690 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการอีก 1 ดีล ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่นอกภูมิภาคเอเชีย โดยมีขนาดกำลังการผลิตขนาดใหญ่กว่า 4 ดีลแรกที่บริษัทเข้าซื้อไปก่อนหน้านี้จะสรุปดีลในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 2559
“เราตั้งเป้าเข้าซื้อกิจการในโครงการที่มีลักษณะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 1 ดีล/ปีควบคู่ไปกับการขยายกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากมีราคาขายที่สูงจึงมีอัตรากำไรที่ดี โดยในปี 2561 ตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มเป็นประมาณ 33% จากปัจจุบันที่มี 30% ของรายได้รวม ส่วนความต้องการใช้ของโลกทั้งผลิตภัณฑ์ PET และ MEG จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 5-6% ต่อปี
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐถือเป็นประโยชน์ เนื่องจากรายได้หลักของบริษัทเป็นเหรียญสหรัฐทั้งหมด ขณะที่การดำเนินธุรกิจของบริษัทในประเทศต่างๆ อาทิ ไทย จีน เนเธอร์แลนด์ ตุรกี ที่บริษัทมีธุรกิจอยู่นั้นจะมีค่าใช้จ่าย และการลงทุนต่างเป็นเงินสกุลท้องถิ่น







