
รุ่น 2 เชียงการีล่า ปรับภาพลักษณ์เจาะคนรุ่นใหม่
ถ้าพูดถึงภัตตาคารจีนที่เก่าแก่หลายคนคงจะนึกถึงภัตตาคารเชียงการีล่า เนื่องจากเป็นภัตตาคารที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ แม้ว่าจะมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการไม่มากเพียงแค่ 3 สาขา คือ ธนิยะ พลาซา ถนนสีลม เยาวราช และศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ และด้วยแบรนด์ที่ค่อนข้างมีอายุอยู่ในวัยผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะเน้นไปที่กลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มครอบครัว ทำให้ทายาทรุ่นที่ 2 ของภัตตาคารเชียงการีล่า มีแผนที่จะปรับภาพลักษณ์ภัตตาคารเชียงการีล่าอีกครั้ง
ถ้าพูดถึงภัตตาคารจีนที่เก่าแก่หลายคนคงจะนึกถึงภัตตาคารเชียงการีล่า เนื่องจากเป็นภัตตาคารที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ แม้ว่าจะมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการไม่มากเพียงแค่ 3 สาขา คือ ธนิยะ พลาซา ถนนสีลม เยาวราช และศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ และด้วยแบรนด์ที่ค่อนข้างมีอายุอยู่ในวัยผู้ใหญ่ เช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะเน้นไปที่กลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มครอบครัว ทำให้ทายาทรุ่นที่ 2 ของภัตตาคารเชียงการีล่า มีแผนที่จะปรับภาพลักษณ์ภัตตาคารเชียงการีล่าอีกครั้ง
การปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้ ต้องการให้ภัตตาคารเชียงการีล่ามีความร่วมสมัยมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “เชียงการีล่า โกลด์” ยกระดับความเป็นพรีเมียมของภัตตาคารเชียงการีล่า เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่เป็นสาขาแรกที่ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ บนพื้นที่ 230 ตร.ม. เป็นการชิมลางไปก่อนแล้ว
บัญชา พจชมานะวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภัตตาคาร เชียงการีล่า กรุ๊ป กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของภัตตาคารเชียงการีล่านับจากนี้ คือ การปรับภาพลักษณ์ของภัตตาคารเชียงการีล่าให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ด้วยการหันมาปรับภาพลักษณ์ของร้านให้เป็นเหมือนบ้านเข้ามาใช้บริการแล้วมีความสุข
ขณะเดียวกัน ก็จะทำการปรับในส่วนของรสชาติอาหารไม่ให้หวานหรือมันจนเกินไป รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนการตกแต่งอาหาร การปรับเปลี่ยนภาชนะใส่อาหารให้มีความทันสมัย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่มากขึ้น
“โจทย์ตอนนี้ที่ต้องทำ คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มารับประทานอาหารจีนมากขึ้น เพราะถ้าหากหมดรุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของภัตตาคารเชียงการีล่า อาจทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายขาดช่วงได้ ถ้าไม่สามารถดึงกลุ่มลูกค้ารุ่นลูกให้เข้ามาใช้บริการในภัตตาคารเชียงการีล่า ซึ่งหลังจากบริษัทได้ปรับภาพลักษณ์ของภัตตาคารเชียงการีล่า โกลด์ ให้มีความสมัยใหม่มากขึ้น ตอนนี้กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่เริ่มกลับเข้ามาใช้บริการบ้างแล้ว” บัญชา กล่าว
หลังจากวางเป้าหมายว่าจะต้องให้ภัตตาคารเชียงการีล่าเป็นภัตตาคารในใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ บัญชามีแผนที่จะทยอยปรับปรุงภัตตาคารเชียงการีล่าให้มีความทันสมัย ซึ่งสาขาต่อไปที่จะดำเนินการปรับปรุง คือ ธนิยะ พลาซา ถนนสีลม โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงไปบ้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในต้นปี 2559
นอกจากจะทยอยปรับปรุงภัตตาคารเชียงการีล่าให้มีความสวยงามและมีความทันสมัยมากขึ้นแล้ว บัญชายังมีแผนที่จะเปิดให้บริการภัตตาคารเชียงการีล่า โกลด์ อย่างน้อยอีก 1 สาขาในย่านชานเมือง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาทำเลที่มีศักยภาพอยู่จำนวน 2 ย่าน คือ ท่าพระ และบางใหญ่
“อีกหนี่งอย่างที่เราจะทำควบคู่ไปกับการปรับภาพลักษณ์ของภัตตาคารเชียงการีล่าให้มีความทันสมัย คือ การทำให้ลูกค้ารู้จักเชียงการีล่า ในฐานะร้านอาหาร ไม่ใช่โรงแรมเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะปัจจุบันถ้าพูดถึงเชียงการีล่า หลายคนยังคงนึกถึงโรงแรมเป็นหลัก เนื่องจากชื่อเหมือนกัน ความหมายเหมือนกัน คือ เมืองที่เข้ามาแล้วมีแต่ความสุข อายุยืน ไม่แก่ แต่ต่างกันตรงที่การออกเสียงและวิธีการสื่อสาร ซึ่งถ้าเป็นธุรกิจโรงแรมจะใช้วิธีการสื่อสารด้วยการออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ คือ แชงกรี-ล่า แต่ถ้าเป็นร้านอาหารจะออกเสียงแบบภาษาจีน คือ เชียงการีล่า” บัญชา กล่าว
นอกจากนี้ เพื่อขยายฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มีความแข็งแกร่งส่งผลให้บริษัท ภัตตาคาร เชียงการีล่า กรุ๊ป ต้องออกมาแตกไลน์ร้านอาหารแบรนด์ใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอีกจำนวน 3 แบรนด์ ประกอบด้วย ร้าน“มิราม่า” ร้านอาหารสุกี้สไตล์ฮ่องกง ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการ 1 แห่งที่สีลมพลาซ่า
นอกจากนี้ ยังมีร้าน “มิรากุ” จะเป็นร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่าง ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการ 1 แห่งที่ธนิยะ พลาซา และอีกหนึ่งแบรนด์ คือ “เชียงการีล่า คิทเช่น” เป็นร้านอาหารจานเดียว ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการ 1 แห่งที่บีทีเอสสถานีช่องนนทรี
จากจำนวนร้านอาหารแบรนด์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัท ภัตตาคาร เชียงการีล่า กรุ๊ป มีความแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากร้านอาหารแต่ละแบรนด์มีความแตกต่างกันและมีจุดขายเป็นของตัวเอง ซึ่งจาก 3 แบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการ ในส่วนของร้าน “มิรากุ” เป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพพร้อมขยายสาขาเพิ่มมากที่สุด เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยนิยมบริโภคอาหารสไตล์ปิ้งย่าง
“แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้ยังคงเน้นการขยายสาขาด้วยตัวเอง ไม่ขายแฟรนไชส์ เนื่องจากบริษัทต้องการควบคุมคุณภาพอาหาร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจร้านอาหารมา มันคือความผูกพันที่เราต้องการส่งต่อไปถึงลูกค้า” บัญชา กล่าว
อย่างไรก็ดี จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่เกิดขึ้น ธุรกิจร้านอาหารในเครือเชียงการีล่าก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพราะรายได้ที่เคยได้รับเดือนละ 30 ล้านบาท ปรับลดลงเหลือเพียงเดือนละ 20 ล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้ต้องปรับแผนรุก ด้วยการหันมาบริการอาหารจีนของภัตตาคารเชียงการีล่าในรูปแบบของการทำเคเทอริ่งอย่างจริงจัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารจีน
ทั้งนี้ หลังจากหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจเคเทอริ่งมากขึ้น พบว่าลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรและบริษัท เนื่องจากบริษัทมีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายควบคู่ไปด้วย ประกอบกับอาหารที่นำมาทำเคเทอริ่งมีความหลากหลายและมีคุณภาพ
“ปัจจัยที่ทำให้เคเทอริ่งของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี อาจเป็นเพราะบริการหลากหลายและเริ่มต้นรับทำตั้งแต่ 2 โต๊ะขึ้นไป มากสุดที่เคยทำตอนนี้คือ 60 โต๊ะ ขณะที่ราคารับจัดเลี้ยงต่อโต๊ะจะมีความแตกต่างกันไปตามสาขาที่ลูกค้าสั่ง หากลูกค้าสั่งจากร้านเชียงการีล่า สาขาธนิยะ ราคาต่อโต๊ะจะอยู่ที่ประมาณ 9,800 บาท แต่หากสั่งจากสาขาเยาวราชจะมีราคาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเมนูอาหาร” บัญชา กล่าว
ดูจากแผนการดำเนินงานที่ทายาทรุ่นที่ 2 ของภัตตาคารเชียงการีล่าวางไว้ น่าจะช่วยล้างภาพลักษณ์ภัตตาคารจีนแบบเก่าให้เป็นภัตตาคารจีนสมัยใหม่ได้อย่างแน่นอน ส่วนลูกค้าคนรุ่นใหม่จะเข้าไปใช้บริการมากขึ้นตามแผนหรือไม่ คงต้องรอดูฝีมือทางการตลาดกันของเชียงการีล่ารุ่นที่ 2 กันต่อไป







