
เอดีบีหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 2.7%
เอดีบี ปรับลดประมาณการจีดีพีปี 58 เหลือ 2.7% และปี 59 เหลือ 3.8% ได้ท่องเที่ยว-ลงทุนรัฐขับเคลื่อนหลัก ย้ำเศรษฐกิจไทยผงกขึ้น แต่ถูกปัจจัยลบกดดันให้ฟื้นช้า
เอดีบี ปรับลดประมาณการจีดีพีปี 58 เหลือ 2.7% และปี 59 เหลือ 3.8% ได้ท่องเที่ยว-ลงทุนรัฐขับเคลื่อนหลัก ย้ำเศรษฐกิจไทยผงกขึ้น แต่ถูกปัจจัยลบกดดันให้ฟื้นช้า
นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) สำนักงานผู้แทนประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2558 จาก 3.6% เหลือ 2.7% และปี 2559 ปรับลดจาก 4.1% เหลือ 3.8% เนื่องจากครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 2.9% ต่ำกว่าที่คาด
ทั้งนี้ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นและอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง ด้านการส่งออกถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจีน ทำให้ การท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐ ยังเป็นหัวจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ประมาณการดังกล่าว ยังไม่รวมปัจจัยใหม่ คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ซึ่งหากมาตรการเร่งด่วนกองทุนหมู่บ้านเบิกใช้ได้เร็ว ช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระบบช่วงสิ้นปี จีดีพีอาจเติบโตสูงกว่าประมาณการได้ ส่วนมาตรการเอสเอ็มอีคาดว่าเริ่มเห็นผลปีหน้า
"จากตัวเลขจะเห็นได้ชัดว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างฟื้นตัวแล้ว แม้จะยากลำบากสักหน่อยจากปัจจัยภายนอก แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้น และดีกว่าหลายประเทศ ซึ่งเอเชียตอนนี้การเติบโตเริ่มชะลอลง เข้าสู่ New Normal แต่เอเชียถือเป็นกลุ่มประเทศที่ผลักดันเศรษฐกิจโลก" นางลัษมณ กล่าว
นางลัษมณ กล่าวว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยมี 3 ด้าน ที่ต้องระมัดระวัง คือ เงินทุนเคลื่อนย้ายเสี่ยงทุนไหลออก หลังธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ย สวนทางการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลกรวมทั้งไทย ต้องหาจุดสมดุลให้ดี
สำหรับด้านที่สอง คือ ค่าเงิน ซึ่งอ่อนค่าในทิศทางเดียวกับภูมิภาค จึงไม่ได้ส่งผลบวกด้านการแข่งขันมากนัก แต่ผู้นำเข้าได้รับผลกระทบโดยตรง รวมทั้งต้องระวังการกู้เงินต่างประเทศในช่วงค่าเงินอ่อนด้วย ซึ่งขณะนี้ธุรกิจไทยมีหนี้ต่างประเทศน้อย เอกชนที่มีส่วนใหญ่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ
ส่วนด้านที่สาม คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่มีแนวโน้มอยู่ระดับต่ำต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หลังจากจีนผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อันดับ 1 แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงราว 0.2% เหลือ 6.8% ส่งผลต่อจีดีพีของประเทศไทยหายไป 0.2% เช่นกัน ในฐานะประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สูง
นางลัษมณ กล่าวว่า ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะทำได้รวดเร็วหรือไม่ ซึ่งหลายโครงการประมูลปีนี้ และเริ่มลงทุนปีหน้า หากเกิดได้ตามแผน จะทำให้เกิดการจ้างงาน เอกชนมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่ม และเกิดการลงทุน เศรษฐกิจจะเริ่มหมุน
นอกจากนี้ ต้องติดตามหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อและเงินกู้ยืม โดยหวังว่ามาตรการที่ออกมาจะมีประสิทธิภาพ เป็นส่วนช่วยสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน สามารถลดอัตราหนี้สินต่อรายได้ครัวเรือนให้น้อยลง







