
ธุรกกิจเกาะโซเซีบลมีเดีย เครื่องมือฟังเสียงผู้บริโภค
โซเชียล มีเดีย อย่างเฟซบุ๊กเริ่มนิยมอย่างจริงจังในช่วงกลางปีที่แล้ว ด้วยฐานผู้ใช้ประมาณ 1.6 ล้านราย ปัจจุบันมาแรงแซงโซเชียล มีเดีย ตัวเดิมอย่างไฮไฟว์ ไปหลายช่วงตัว
กระแสของเฟซบุ๊กมาถึงจุดสูงสุดเมื่อเกิดเหตุทางการเมืองในเดือน พ.ค. คำพูดเพียง 1 คำ หรือข้อความบางข้อความ ที่ระบายออกมาทางเฟซบุ๊กถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว สร้างกระแสและทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มคนที่เห็นร่วมกัน กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางความคิด โดยเฉพาะกับคนเมือง
เหตุนี้ จึงทำให้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางสื่อสารที่องค์กรธุรกิจหลายแห่งไม่สามารถมองข้ามได้ แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่อย่าง ปตท. ที่ลุกขึ้นมาพัฒนาแคมเปญเพื่อสังคมผ่านเฟซบุ๊กภายใต้ชื่อ
“1 ล้านกล้าถวายพ่อ”อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. กล่าวว่า การใช้โซเชียล มีเดีย อย่างเฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือในการรณรงค์โครงการ 1 ล้านกล้าถวายพ่อครั้งนี้ เนื่องจากต้องการรณรงค์สร้างจิตสำนึกการปลูกป่ากับกลุ่มรุ่นใหม่และคนเมืองเป็นพิเศษ และสื่อที่เข้าถึงคนกลุ่มนี้ก็คือเฟซบุ๊ก
ที่ผ่านมา การรณรงค์ปลูกป่าของ ปตท.จะเกิดขึ้นในพื้นที่ชนบท เช่น โครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ เป็นต้น มาครั้งนี้ ปตท.ต้องการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกนี้กับคนเมือง จึงต้องหาช่องทางในการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้ ถือว่าได้ผลตอบรับที่ดี และมีแผนต่อยอดพัฒนาสื่อนี้ให้เป็นสื่อสำหรับคนเมือง เพื่อสื่อสารให้ทราบถึงการดำเนินธุรกิจของ ปตท.รวมถึงกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ
อรรถวิทย์ ตระกูลมาลี กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจไพเรท ยูนิต บริษัท ทีบีดับเบิลยู ผู้พัฒนาแคมเปญให้กับ ปตท. กล่าวว่า เสน่ห์ของสื่อนี้ คือสามารถสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และเกิดการบอกต่อหากพวกเขาเห็นว่าดี ขณะที่สามารถแสดงความเห็นอย่างตรงไป ตรงมา เกิดการโต้ตอบระหว่างกัน ทำให้สามารถจับกระแสที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
“
แต่ใช่ทุกองค์กรจะสามารถพัฒนาแคมเปญผ่านสื่อเหล่านี้แล้วประสบความสำเร็จทุกราย ขึ้นอยู่กับไอเดีย การเลือกใช้อย่างเหมาะสมด้วย” อรรถวิทย์ กล่าวอุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธอมัสไอเดีย ผู้ให้บริการด้านดิจิตอล มีเดีย กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลายองค์กรตื่นตัวเข้ามาใช้สื่อใหม่ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กที่ทุกบริษัทต้องมี เพราะจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.6 ล้านรายในปีที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้ใช้ประมาณ 4 ล้านราย ที่สำคัญเฟซบุ๊กเป็นเครือข่ายชุมชนที่มีการรวมกลุ่ม จับต้องได้
ในแง่นักการตลาดจึงเห็นเป็นโอกาสในการทำแคมเปญสื่อสารได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับทวิตเตอร์ โซเชียล มีเดียอีกตัว ที่ต้องใช้ความถี่ในการสื่อสารมากกว่าเฟซบุ๊ก
สำหรับวิธีการใช้เฟซบุ๊กให้มีประสิทธิภาพ ต้องทำหลายเรื่อง คือ สร้างหัวข้อเพื่อพูดคุยกับคนที่อยู่ในเครือข่าย ทำให้เกิดการบอกต่อ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคกับองค์กร การได้รับฟังผู้บริโภคโดยตรงอย่างจริงใจ จะได้ประโยชน์อย่างมาก และเจ้าของสินค้าได้มีโอกาสบอกโต้ตอบเช่นเดียวกัน
“
ขณะนี้การใช้งบโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กเริ่มหนาแน่นและเติบโตเร็วมาก จากปีที่แล้วแทบจะไม่มีโฆษณาเลย” อุไรพร กล่าวขณะที่ กษมาช นีรปัทมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท้อปสเปซ (ประเทศไทย) ผู้บริหารสื่อโฆษณาออนไลน์ กล่าวว่า ความสนใจในโซเชียล มีเดีย ส่วนหนึ่งมาจากสื่อหลักที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับโซเชียล มีเดีย อย่างต่อเนื่อง อย่างกรณีปลาหมึกพอลก็มีเฟซบุ๊ก
สำหรับในบ้านเราเหตุการณ์ทางการเมืองในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้การใช้งานโซเชียล มีเดียเพิ่มขึ้น เช่น ทวิตเตอร์ของสุทธิชัย หยุ่น เพิ่มจากหลักหมื่นเป็นหลักแสน เป็นต้น รวมถึงการส่งต่อข้อความต่างๆ ที่เป็นความเห็นของบุคคลต่างๆ
ส่วนภาคองค์กรธุรกิจที่ใช้สื่อนี้ มีทั้งองค์กรขนาดเล็ก กลางและใหญ่ แต่การใช้งานยังหารูปแบบที่เหมาะสมไม่ได้ ทำให้บางแคมเปญที่พัฒนาผ่านโซเชียล มีเดียไม่ประสบความสำเร็จ การใช้สื่อนี้ให้ประสบความสำเร็จ มีคำหลักคำเดียว คือ การมีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสื่อสารทั้งหมดนั้นเอง
ทุกวันนี้ สังคมเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนฉลาดขึ้นและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ รู้จักเลือกและบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ต้องการ โซเชียล มีเดีย จึงเข้ามาเป็นสื่อทางเลือกใหม่ที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นทุกที







