posttoday
แนะซื้อ SAMART รุกพลังงานทดแทน

แนะซื้อ SAMART รุกพลังงานทดแทน

24 กันยายน 2558

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ที่ราคาปัจจุบันมีโอกาสปรับขึ้น 21% จากมูลค่าพื้นฐาน จากธุรกิจ 5 ส่วน คือ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย (SIM) บริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) ธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และโรงไฟฟ้าขยะ 4 โรง ที่คาดว่าจะทำสัญญาและเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.ค. 2559 โดยยังไม่รวมโอกาสในการลงทุนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่เป็นประเด็นใหม่เพิ่มเติม และคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าพื้นฐานในเบื้องต้นอีก 0.10 บาท/การลงทุน 1 เมกะวัตต์

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ที่ราคาปัจจุบันมีโอกาสปรับขึ้น 21% จากมูลค่าพื้นฐาน จากธุรกิจ 5 ส่วน คือ บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย (SIM) บริษัท สามารถเทลคอม (SAMTEL) บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) ธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และโรงไฟฟ้าขยะ 4 โรง ที่คาดว่าจะทำสัญญาและเริ่มก่อสร้างในเดือน ก.ค. 2559 โดยยังไม่รวมโอกาสในการลงทุนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่เป็นประเด็นใหม่เพิ่มเติม และคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าพื้นฐานในเบื้องต้นอีก 0.10 บาท/การลงทุน 1 เมกะวัตต์

บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จะจัดตั้งบริษัทย่อย คือ บริษัท สามารถ โซลาร์ทูเพาเวอร์ ด้วยทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 10 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดย SAMART ถือหุ้นทางอ้อม 80% ในบริษัทดังกล่าว ส่วนอีก 20% ถือหุ้นโดยพันธมิตร คือ บริษัท เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจออกแบบติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าและตรวจวัดจัดการ
สภาพแวดล้อม และปัจจุบันมีธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่รับรู้รายได้จากการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วราว 5 เมกะวัตต์ ประเทศไทยยังมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อีกกว่า 2,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นอีก 53% ของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก AEDP 2558-2579 และล่าสุดการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประกาศรับซื้อไฟฟ้าแสงอาทิตย์จากหน่วยงานราชการระยะแรกรวม 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสรุปผู้ชนะการประมูลในวันที่ 24 ธ.ค. 2558 โดยบริษัท สามารถ โซลาร์ทูเพาเวอร์ กำลังยื่นข้อเสนอให้กับหน่วยงานของทหารเรือและสหกรณ์ ซึ่งคาดว่ามีโอกาสที่จะชนะการประมูลราว 20-40 เมกะวัตต์จากโครงการ 600 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ หากชนะจะจ่ายไฟฟ้าและรับรู้รายได้ในงวดไตรมาส 4 ปี 2559 โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 1,200-1,400 ล้านบาท ในขณะที่ฐานทุนของ SAMART ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2558 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) อยู่ที่ 2.5 เท่า และมีเงินสด 1,550 ล้านบาท ทำให้เชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะลงทุนดังกล่าวได้ และจากการศึกษาพบว่าการลงทุนในโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทุก 1 เมกะวัตต์ จะสร้างกำไรเฉลี่ยราว 5 ล้านบาท/ปี ในระยะเวลา 25 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่รวมไว้ในประมาณการจากความไม่แน่นอนในรายละเอียดบางประการ

SAMART อยู่ระหว่างศึกษาและเตรียมลงทุนธุรกิจด้านพลังงาน 2 ประเภทในอนาคต คือ โรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ และโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ตามลำดับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นเป็นลำดับแรก คือ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะจำนวน 4 โรง ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมขออนุญาตและเตรียมทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ภายในกลางปี 2559 โดยโรงที่ 1 อยู่ที่เชียงใหม่ ที่ถือหุ้น 50% ร่วมกับบริษัท เฟอร์รั่ม (FER) ได้ลงนามในสัญญารับจัดการขยะแล้ว ส่วนโรงที่ 2-4 อยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ เชียงราย และชลบุรี อยู่ระหว่างรอลงนามในสัญญารับจัดการขยะ

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าทั้ง 4 โรงคาดจะเริ่มก่อสร้างได้ราวกลางปี 2559 (คาดว่าพร้อมดำเนินการและสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 2561) โดยหากคิดลดมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าขยะทั้ง 4 โรงต่อมูลค่าพื้นฐานปัจจุบันแล้ว ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส คาดจะสร้างมูลค่าเพิ่มราว 5 บาท/หุ้น ซึ่งรวมอยู่ในประมาณการและมูลค่าพื้นฐานแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท