posttoday
DBMSตั้งศูนย์สมองรับมือศตวรรษ21

DBMSตั้งศูนย์สมองรับมือศตวรรษ21

23 กันยายน 2558

DBMS ต่อยอดดึงศัลยแพทย์ระดับโลกตั้งศูนย์รักษามะเร็งสมองรับมือศตวรรษที่ 21 ศตวรรษแห่งสมอง

DBMS ต่อยอดดึงศัลยแพทย์ระดับโลกตั้งศูนย์รักษามะเร็งสมองรับมือศตวรรษที่ 21 ศตวรรษแห่งสมอง

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (DBMS) เจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยถึงทิศทางการทำธุรกิจของ DBMS ในอนาคตว่า ล่าสุดได้ร่วมมือกับ นพ.คีธ แอล แบล็ค ศัลยแพทย์สมองชื่อดังของโลก ทำโครงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรักษาโรคทางสมองและระบบประสาทนำร่องด้วยการรักษาเนื้องอกและมะเร็งสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้DBMS เพิ่มศักยภาพในการเป็นสถาบันการรักษาด้านสมองและระบบประสาทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“นพ.คีธ แอล แบล็ค ถือว่าเป็นศัลยกรรมสมองชื่อดังของโลก ที่ผ่านมาการผ่าตัดเนื้องอกสมองมากว่า 6,000 ครั้ง และเป็น 1 ใน 21 บุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศตวรรษแห่งสมองจากการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ DBMS พบว่าจำนวนผู้ป่วยด้านโรคที่ผิดปกติทางสมองและระบบประสาทจะมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทิศทางการแพทย์จะให้ความสำคัญในเรื่องสมอง เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสุดของร่างกาย” นพ.ปราเสริฐ กล่าว

ทางทีมผู้เชี่ยวชาญของ นพ.คีธ แอล แบล็ค คิดค้นเครื่องมือที่ TRFS ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการรักษาคือเครื่องมือนี้จะยิงลำแสงเข้าไปที่เซลล์ในสมอง และเมื่อถูกเซลล์จะสะท้อนกลับมา ทำให้สามารถแยกแยะเซลล์ที่ดีและเซลล์ที่เป็นเนื้อร้ายได้ ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่ทำลายเนื้อสมองส่วนที่ดี

ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้ทำการรักษาคนไข้แล้ว 2 คน และอยู่ในระยะติดตามผล หากสำเร็จเชื่อว่าจะทำให้คนไข้ด้านสมองทั้งในและต่างประเทศเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ปัจจุบันเฉพาะโรงพยาบาลกรุงเทพในกรุงเทพฯ มีลูกค้าต่างชาติมาใช้บริการประมาณ 40% แต่หากรวมกับโรงพยาบาลตามหัวเมืองด้วยจะอยู่สัดส่วนมากกว่า 30% ส่วนค่าเงินบาทที่อ่อนลง บริษัทก็ไม่ได้ไม่เสีย เพราะมีทั้งซื้อเครื่องมือเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันเงินบาทอ่อนทำให้กำลังซื้อของคนไข้เพิ่มจริง

นพ.ปราเสริฐ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้โรงพยาบาลกรุงเทพถือว่ามีเครือข่ายการให้บริการเกือบจะครอบคลุมทุกจังหวัดหลังจากใช้นโยบายในการเข้าซื้อโรงพยาบาลจนถึงทั้งหมด 42 แห่ง และอีก 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 50 แห่ง ก็จะหยุดซื้อและคิดว่าโรงพยาบาลจะอยู่ที่ระดับ 50 แห่ง จะครอบคลุมและแบ่งการให้บริการชัดเจนตั้งระดับผู้มีรายได้น้อยไปจนถึงระดับพรีเมียม เพื่อที่จะดูแลประชาชนและผู้ป่วยในทุกระดับ ส่วนการออกไปต่างประเทศยังมีต่อเนื่องและเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการโรงพยาบาลไทยสามารถรับมือและแข่งขันได้กับต่างประเทศ

แนวโน้มผลการดำเนินงานจะให้ความสำคัญกับธุรกิจนอกโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้เป็นธุรกิจสายที่ 7 ของกลุ่มที่มี 6-7 บริษัทแล้ว สร้างรายได้ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท และอนาคตหวังให้เพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท เหมือนธุรกิจขาอื่น เพราะให้อัตรากำไรที่ดีกว่าธุรกิจโรงพยาบาล ซึ่งจากสถิติโรงพยาบาลทั่วโลกพบว่าธุรกิจนอกโรงพยาบาลให้อัตรากำไร 15-18% ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลให้เพียง 10-12% เท่านั้น

นพ.ปราเสริฐ กล่าวอีกว่า ในปีหน้าจะเปิดธุรกิจประกันสุขภาพในนามบริษัทประกันสุขภาพกรุงเทพที่มีมา 15 ปีแล้ว ทุกวันนี้ทำเฉพาะกับพนักงานของเครือที่มี 2 หมื่นคน แต่จะขยายออกสู่ภายนอกเพราะมองว่าการมีบริษัทประกันสุขภาพเอง จะทำให้ครบวงจรและเป็นระบบในการรักษา รวมถึงคล่องตัวในการส่งคนไข้ข้ามโรงพยาบาลด้วย

“ผลดำเนินงานของปีนี้จะเท่ากับปีก่อนที่รายได้โต 13-14% ซึ่งไตรมาส 3 ถือว่าดีจนถึงขณะนี้เติบโตแล้ว 12%” นพ.ปราเสริฐ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท