
แสงปลายอุโมงค์รากหญ้า
โดย...จะเรียม สำรวจ
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มการใช้จ่ายประชาชนผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเกษตรกร และมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ รวมวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท โดยให้เร่งเบิกจ่ายใน 3 เดือนก่อนสิ้นปีนี้ และได้เคาะงบประมาณให้ตำบลละ 5 ล้านบาท ไปลงทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ เริ่มมีความหวังว่ากำลังซื้อรากหญ้าหรือฐานราก จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ที่กำลังจะมาถึง
แสงสว่างที่กำลังส่องอยู่ปลายอุโมงค์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจต่างๆ เริ่มมีความหวังกับการกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือใกล้เคียงกับเป้าหมายให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นกลุ่มระดับกลางและล่าง เพราะตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา หลายธุรกิจต่างประสบกับปัญหายอดขายต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากกำลังซื้อของกลุ่มผู้บริโภคในระดับรากหญ้ายังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรยังคงตกต่ำ
นอกจากนี้ ฟ้าฝนยังไม่เป็นใจให้ทำการเกษตร และจากปริมาณน้ำฝนที่ไหลเข้าเขื่อนที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ภาครัฐเริ่มส่งสัญญาณไปยังเกษตรกรให้ชะลอการทำนาปรังออกไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น การอัดฉีดงบให้กับรากหญ้าในครั้งนี้ จึงเหมือนกับต้นไม้เหี่ยวที่ได้น้ำฝน
เมื่อได้น้ำได้ปุ๋ยมารดต้นไม้ คำถามต่อมา คือ เงินที่มีการอัดฉีดเข้ามาในระบบ ประชาชนจะเอาเงินไปต่อยอดให้เกิดรายได้หรือไม่ และช่วงระหว่างที่กลุ่มผู้บริโภคในระดับรากหญ้ากำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือมีปัจจัยลบอะไร มาส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาป่วนกำลังซื้อผู้บริโภคอีกหรือไม่ ปัจจัยดังกล่าวล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการสินค้ามีความกังวล
อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะยังมีความกังวลกับปัจจัยลบที่ยากจะควบคุมได้ แต่ในด้านการดำเนินธุรกิจยังคงต้องเดินต่อไป เพราะหากหยุดพักเพียงนิดเดียวเท่ากับถอยหลัง ธุรกิจชะงักได้ เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันทุกธุรกิจล้วนรุนแรง ผู้ที่แข็งแกร่งจึงจะอยู่ได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการแต่ละรายจึงเตรียมปล่อยหมัดเด็ด เพื่อชิงยอดขายช่วงไตรมาส 4 กันคึกคัก เห็นได้จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ของผู้ประกอบการในแต่ละธุรกิจ ขณะเดียวกันก็มีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายกันคึกคัก ใครที่ไม่เคยทำก็เริ่มทำ ใครที่เคยทำอยู่แล้วก็ทำเพิ่ม เพราะทุกครั้งที่ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น ลดราคาหรือลุ้นโชค สามารถกระตุ้นยอดให้โตจากปกติได้เป็นที่น่าพอใจกว่าไม่ทำอะไรเลย







