
เอสซีจีรุกธุรกิจแพ็กเกจ
เอสซีจีฯ บุกตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร ส่งแบรนด์ “เฟสท์” ตั้งเป้าปี 2563 มีแชร์ 10%
เอสซีจีฯ บุกตลาดบรรจุภัณฑ์อาหาร ส่งแบรนด์ “เฟสท์” ตั้งเป้าปี 2563 มีแชร์ 10%
นางวิมล จันทร์เทียร ผู้อำนวยการแบรนด์ “เฟสท์” บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทพร้อมบุกหนักตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษสำหรับอาหาร หลังจากที่ก่อนหน้านี้เน้นทำตลาดบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมและบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้สัมผัสอาหารโดยตรง โดยแตกแบรนด์ใหม่ “เฟสท์” เพื่อเจาะตลาดอย่างจริงจัง เพราะเห็นโอกาสของตลาดนี้ โดยภาพรวมตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารมีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดบรรจุภัณฑ์ประเภทใช้แล้วทิ้งที่ใช้ในธุรกิจบริการอาหาร มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท และตลาดบรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป 8,000 ล้านบาท
ขณะที่แบรนด์เฟสท์จะเน้นทำตลาดบรรจุภัณฑ์ประเภทใช้แล้วทิ้งในธุรกิจบริการอาหารเป็นหลัก โดยจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ประเภทใช้แล้วทิ้งที่ใช้ในธุรกิจบริการอาหารที่มีมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโตประมาณ 2-4% ต่อปี คาดว่าในปี 2563 จะมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท โดยภาพรวมตลาดดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นบรรจุภัณฑ์แบบไม่ปลอดภัย เช่น โฟมและพลาสติก ส่วนที่เป็นบรรจุภัณฑ์กระดาษแบบปลอดภัยยังมีน้อยมาก
“ปัจจัยดังกล่าวทำให้ปริมาณขยะจากบรรจุภัณฑ์อาหารประเภทโฟมมากถึง 34 ล้านชิ้น/วัน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 61 ล้านชิ้น/วัน ในปี 2563 ซึ่งการใช้โฟมในการสัมผัสอาหารโดยตรงจะทำให้ไม่ปลอดภัยกับร่างกาย” นางวิมล กล่าว
สำหรับการแตกไลน์แบรนด์ใหม่เป็นการเน้นเจาะตลาดผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องสร้างแบรนด์เฟสท์ ซึ่งจะแตกต่างจากการทำตลาดบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ผ่านมา ที่ใช้คอร์ปอเรตแบรนด์เอสซีจีฯ ได้เลย โดยแบรนด์เฟสท์ เอสซีจีฯ ได้เริ่มวางตลาดในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท ภายในปลายปี 2563 หรือคิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 10% ในปีดังกล่าว เริ่มกระจายสินค้าผ่านทั้งทางร้านจำหน่ายสินค้าส่งทั่วไปและโมเดิร์นเทรด เช่น แมคโครในเดือน ต.ค. 2558 นี้ และมีแผนจะขยายช่องทางต่อเนื่อง พร้อมกับเปิดให้สั่งซื้อออนไลน์ด้วย
นางวิมล กล่าวอีกว่า งบทำตลาดให้กับแบรนด์เฟสท์ได้วางไว้ที่ 100 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ เน้นการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร โดยจะร่วมกับกรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ และสถาบันการศึกษาที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการรณรงค์ใช้บรรจุภัณฑ์แบบปลอดภัย เน้นเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้ผู้บริโภคเป็นผู้ที่มีความต้องการและเรียกร้องไปยังกลุ่มร้านอาหารเอง อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าราคาขายที่จะสูงกว่าบรรจุภัณฑ์แบบโฟมหรือพลาสติกประมาณ 1 บาท/ชิ้น







