
บูมส่งออกรถมือสองไปอาเซียน
อุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมลุยส่งออกรถมือสองตีตลาดเพื่อนบ้านอาเซียน-เอเชียกลาง
อุตสาหกรรมยานยนต์เตรียมลุยส่งออกรถมือสองตีตลาดเพื่อนบ้านอาเซียน-เอเชียกลาง
นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์มีแผนจะเดินหน้าทำตลาดส่งออกรถมือสองจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเมียนมา รวมถึงประเทศในเอเชียกลาง เช่น บังกลาเทศ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังมีความต้องการใช้รถอยู่มาก หลังจากเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เคยใช้รถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ก็หันมาหารถยนต์มือสองสภาพดีมาใช้งานแทน
ทั้งนี้ การส่งออกรถยนต์มือสองไปต่างประเทศ จะช่วยกระตุ้นยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศของไทยได้อีกทางหนึ่ง หลังตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทยทรงตัวมานาน ซึ่งหากตลาดรถยนต์มือสองมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น อาจจะช่วยให้ผู้ใช้รถตัดสินใจเปลี่ยนรถใหม่ได้ง่ายและเร็วขึ้น
“เราคิดว่าหากต้องการทำให้ยอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศกลับมาดีขึ้น จำเป็นต้องช่วยตลาดรถมือสองให้ฟื้นด้วยแต่ที่ผ่านมาการซื้อขายรถมือสองยังมีปัญหาเรื่องภาษีซ้ำซ้อน จึงต้องการให้กระทรวงการคลังพิจารณายกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อกระตุ้นการซื้อขายรถยนต์มือสองในประเทศ” นายองอาจ กล่าว
ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์จดทะเบียน 16 ล้านคัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 15 ล้านคัน และรถบรรทุก 1 ล้านคัน นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียน 20 ล้านคัน โดยที่ผ่านมาค่ายรถยนต์จากไทยยังไม่เคยทำตลาดส่งออกรถมือสองไปประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของอู่ซ่อมรถที่ซื้อรถมือสองแล้วนำไปปรับแต่งใหม่ก่อนที่จะส่งออกเป็นรถมือสองบริเวณชายแดน
สำหรับกรณีที่เมียนมาเริ่มมีนโยบายห้ามใช้รถเก่าที่มีอายุเกิน 25-30 ปีขึ้นไปนั้น นายองอาจ มองว่า ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการส่งออกรถยนต์มือสองจากไทย เนื่องจากรถยนต์มือสองจากไทยส่วนใหญ่มีอายุประมาณ 5-15 ปี
ด้านเว็บไซต์เมียนมาร์ ไทมส์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเต็งเส่ง ประธานาธิบดีเมียนมา ได้ลงนามในกฎหมายยานยนต์ ซึ่งจะบังคับให้นำเข้ารถยนต์ที่ใช้พวงมาลัยซ้ายเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้ถนนในเมียนมา และทำให้การใช้รถใช้ถนนเป็นไปอย่างปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตามบรรดาผู้นำเข้ารถยนต์ของเมียนมาได้เรียกร้องให้รัฐบาลเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวออกไปก่อน
แหล่งข่าวจากวงการรถยนต์ของไทย เปิดเผยว่า การที่เมียนมาจะห้ามนำเข้ารถยนต์พวงมาลัยขวานั้น อาจจะกระทบต่อการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยเข้าไปได้ ทั้งในตลาดรถยนต์ใหม่และรถยนต์มือสอง เนื่องจากรถยนต์ที่ผลิตในไทยส่วนใหญ่เป็นพวงมาลัยขวา ดังนั้นหากจะทำตลาดส่งออกไปเมียนมาต่อไป ผู้ประกอบการจะต้องลงทุนปรับคอนโซลรถยนต์ใหม่ ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนอีกพอสมควร
ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดรถยนต์ในอาเซียนที่มีการใช้พวงมาลัยขวาเหมือนไทยมีเพียงอินโดนีเซียและมาเลเซียเท่านั้น







