
เรื่องน่าคิด
โดย...ชัตน์วรี
โดย...ชัตน์วรี
ในช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประจำปี 2558 และงานเสวนาสาธารณะ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ขอเก็บตกข้อคิดดีๆ จากนักวิชาการที่มีความรู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งอาจจะไม่ได้เห็นว่าเป็นข่าวใหญ่โตอะไร แต่ก็จุดประกายความคิดดีๆ มีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
ขอเริ่มจากข้อคิดของ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ที่เอ่ยปากว่า มีความเป็นห่วงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ว่าจะเป็นชนวนให้เกิดปัญหาความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น
แม้ว่าในช่วง 30 ปี รัฐบาลทุ่มเงินงบประมาณปีละหลายแสนล้านบาท เพื่อจัดสวัสดิการให้ประชาชน แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้ลดลงได้ ในขณะที่ช่องว่างคนรวยที่สุดกับคนที่จนสูงสุดยิ่งถีบตัวห่างกันกว่า 800 เท่า
กอบศักดิ์ได้เสนอแนวคิดการจัดสรรงบสวัสดิการให้ถึงมือคนจนจริง ยกตัวอย่าง รัฐจะต้องใช้งบประมาณจ่ายเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุปีละ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลผู้สูงอายุ 8 ล้านคน โดยผู้สูงอายุจะได้รับเบี้ยงยังชีพคนละ 700 บาท/เดือน แต่ถ้ารัฐบาลมีการคัดกรอง จ่ายเบี้ยสูงอายุสำหรับคนจนจริงๆ ที่น่าจะมีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น อาจจะทำให้ผู้สูงอายุที่ยากจนได้เบี้ยเลี้ยงคนละ 2,000-4,000 บาท หรืออาจจะทำให้รัฐจ่ายงบประมาณลดลง
นอกจากนี้ กอบศักดิ์ยังได้เสนอให้ปฏิรูปกองทุนประกันสังคม เพราะเกรงว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้า กองทุนประกันสังคมจะเจ๊ง ไม่มีเงินจ่ายให้ผู้ประกันในยามเกษียณอายุ โดยเสนอว่า ควรให้ผู้ประกันตนสามารถที่จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนชราภาพได้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่กำหนดให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนชราภาพฝ่ายละ 3% เพื่อจะได้มีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพในยามเกษียณ
นอกจากนี้ ยังมีข้อคิดของ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ กูรูนักกฎหมายและภาษี เสนอแนวคิดดึงคนให้เข้ามาสู่ระบบเสียภาษีอย่างถูกต้อง ง่ายๆ เช่น รัฐบาลควรให้สิทธิประโยชน์ผู้เสียภาษีที่ถูกต้องมายาวนาน 20-30 ปี เมื่อยามเกษียณโดยผู้ที่จ่ายภาษีมาอย่างต่อเนื่อง ควรที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมากกว่าคนทั่วไป อีกแนวคิดคือ ให้นำใบเสร็จ ใบกำกับภาษี มาลุ้นรางวัลได้ เพื่อดึงธุรกิจให้เข้าสู่ระบบภาษี







