posttoday
ตลาดทุนสร้างศูนย์ เป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอี

ตลาดทุนสร้างศูนย์ เป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอี

22 กันยายน 2558

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย บงกชรัตน์ สร้อยทอง

สมาคมบริษัทจดทะเบียน ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาวิชาชีพบัญชี ได้เปิดตัวศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ (CBCE) เพื่อรับสมัครและให้อบรมกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเอสเอ็มอีเป็นภาคธุรกิจสำคัญหนึ่งที่เป็นกระดูกสันหลังในการขับเคลื่อนภาพรวมเศรษฐกิจของไทย โดยเปิดรับทั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือบริษัทที่อยู่นอก ตลท. ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจ มีความพร้อมในการดำเนินการและมีโอกาสเติบโตทางธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดในบางมิติ

เบื้องต้นเอสเอ็มอีจะต้องมียอดขายประมาณ 100 ล้านบาท/ปีขึ้นไป โดยผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเป็นผู้เข้ามานำเสนอวิสัยทัศน์และผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงนำเสนอประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไข อีกทั้งเรื่องที่ต้องการเสริมสร้างในธุรกิจตัวเอง หรืออาจขาดในบางเรื่องที่ต้องเสริม อาทิ มีบุคลากรพร้อมแต่ยังขาดความรู้ หรือมีความรู้แต่ขาดบุคลากร โดยจะรับบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 50 แห่ง เพื่อให้การอบรมและติดตามประเมินผลเป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งจะมีคณะที่ปรึกษาที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ มาแนะนำ ให้แนวทางการทำธุรกิจ ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ ทำได้ถูกต้องตรงจุดและแก้ไขได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยแนะนำการสร้างนวัตกรรมธุรกิจ การตลาด ขณะที่กลุ่ม ปตท.จะให้บริษัทในเครือคือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เข้ามาให้ความรู้ในการบริหารลดต้นทุนด้านพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพของโรงงาน

สุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน คาดหวังให้ธุรกิจมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนได้มากขึ้น รวมถึงการเข้าจดทะเบียนใน ตลท.เป็นวิธีหนึ่งที่จะเข้าถึงตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้บริษัทจะสามารถทำธุรกิจภายใต้กรอบกติกาที่ถูกต้อง เป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นประโยชน์ทางอ้อมให้ได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากทั้งนักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ เพื่อสร้างให้ธุรกิจของเอสเอ็มอีมีการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและมีความมั่นคง

รพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.จะเข้าไปร่วมสนับสนุนโดยการช่วยโปรโมทศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจว่าเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง รวมถึงจะแนะนำบริษัทที่เตรียมตัวไปสู่การทำธุรกิจแบบยั่งยืน ควรเข้ามาสมัครอบรมร่วมโครงการเพื่อเป็นพี่เลี้ยงที่ดีสู่แนวทางความยั่งยืนและการคงอยู่ขององค์กรในระยะยาว

กุญแจหลักที่นำธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนของทั้งธุรกิจที่อยู่ในหรือนอก ตลท. คือ การดำเนินธุรกิจแบบมีธรรมาภิบาล (ซีจี) เพราะเกณฑ์การกำกับดูแลที่ออกมาทั้งหมด ออกมาเพื่อประโยชน์ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยการมีซีจีจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เจ้าของธุรกิจจะต้องดึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนช่วยในการทำธุรกิจและให้มุมมองเพื่อกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจสร้างการเติบโต รวมถึงการทำให้ธุรกิจมีความสมดุล ดังนั้นหากสามารถตั้งต้นการมีซีจี หรือมีการกำกับดูแลกิจการภายในที่ดีจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว

สมชัย ไทยสงวนวรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) กล่าวว่า แนวทางการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจหลัก ปัจจัยหลักควรเน้นให้ความสำคัญในการสร้างคนดีแล้วนำมาสอนเป็นคนเก่ง เพื่อทำงานบริหารแบบโปร่งใสบนหลักธรรมาภิบาล ทำให้ไม่เกิดข้อกังขาในการบริหารงานและการสอนลูกน้อง พร้อมทั้งสอนให้บุคลากรรู้ทุกเรื่องของธุรกิจทั้งระบบ ทั้งบัญชี การตลาด การผลิต การสร้างคน และการเปิดเผยข้อมูล เพราะนักลงทุนสามารถดูออกว่าธุรกิจที่เข้าลงทุนมีซีจีหรือไม่

ผลการสำรวจการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ซีจี) ของบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งใน ตลท.ของสถาบันกรรมการบริษัท ไทย (ไอโอดี) หลังปรับเกณฑ์การให้คะแนนใหม่มาเทียบเคียงกับเกณฑ์ของอาเซียน ทำให้มีจำนวน บจ.ที่ได้คะแนนเต็ม 5 ดาวยากขึ้น มีจำนวนลดลงจากเหลือประมาณ 20 แห่ง เพราะมีการกำหนดกฎ กติกา ข้อบังคับที่มีจำนวนมากขึ้นและยากขึ้น

“ตอนนี้ ก.ล.ต.กำลังโปรโมทให้นักลงทุนนอกจากจะเลือกจากธุรกิจ ผู้บริหาร ผลประกอบการ ควรดูคะแนนที่ได้จากไอโอดีด้วย เพราะจะสบายใจได้ระดับหนึ่งว่าผู้บริหารดี ไม่โกง เพราะเป็นการการันตีว่าบริษัทนั้นมีกฎกติกาเยอะมากในการกำกับดูแลภายใน”

ทั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนว่า บจ.ไทยไม่ได้มาตรฐานอาเซียน เพียงยังไม่ได้ปรับตัวจากระบบใหม่ที่เกิดขึ้น รวมถึงยังไม่เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น แต่เชื่อหาก บจ.ส่วนใหญ่เข้ามาสู่ระบบนี้จะสามารถทำคะแนนให้ดีขึ้นได้

ยุทธ วรฉัตรธาร ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) (MBKET) กล่าวว่า ปัจจัยหลักของการสร้างความยั่งยืนหลักของธุรกิจ คือ การรักษาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ทำให้ธุรกิจมีกำไร ทำให้ฐานะการเงินมีความมั่นคง โดยความยั่งยืนยุคใหม่จะต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่มีกรอบกว้างขึ้นจากอดีต ไม่ใช่เพียงคู่ค้า เจ้าหนี้ และพนักงานเท่านั้น แต่ปัจจุบันขยายกรอบไปถึงทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพชีวิตมนุษย์ด้วย

ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานศูนย์เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ ที่ปรึกษานายกสมาคมบริษัทจดทะเบียไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ดังกล่าวจะรวมคนเก่งในแต่ละด้านและแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ทางด้านบริหารจัดการ ด้านการตลาด ด้านการผลิต มาบอกเล่าเรื่องราวหรือถ่ายทอดให้กับธุรกิจที่ทั้งจดทะเบียน หรือยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยมีความแข็งแกร่งทางดำเนินการธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ในมุมมองของภาคเอกชนที่เป็นผู้บริหาร บริษัท บ้านปู (BAPU) มองว่า เรื่องคน บุคลากร หรือทีมงาน เป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน ที่บริษัทต้องให้การดูแลและทำให้เขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับมองว่าภาพเอกชนที่จะสามารถแข่งขันการประกอบการธุรกิจอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องประกอบไปด้วยการทำมาตรฐานบัญชีให้ได้มาตรฐาน การมีระบบการควบคุมภายในให้ดี รวมถึงการเข้าถึงโครงสร้างตลาดทุนที่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นผู้ประกอบการก็ยังจะได้รับความเชื่อถือจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนในปัจจุบันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ไม่ใช่เพียงความช่วยเหลือเฉพาะภาคการเงิน การตลาด หรือวัตถุดิบเท่านั้น จากนี้ไปต้องเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ (Mind Set) ที่จะเป็นการร่วมมือกับคนอื่น หรือพันธมิตร ในการทำธุรกิจร่วมกัน พร้อมๆ ไปกับการสร้างความโดดเด่นในธุรกิจ หรือการสร้างโมเดลทางธุรกิจให้มีความชัดเจน และให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์จากความมั่นคงด้วยกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน