
ถอดเคล็ดลับมือโปร เดินรถข้ามแดน-ค้าอาหารทะเล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
สิ่งหนึ่งที่จะเห็นหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คือ การเดินทางข้ามแดนในภูมิภาคจะสะดวกมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจการเดินรถข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา
ดวงใจ จันทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นัทธกันต์ ผู้ได้สัมปทานเดินรถโดยสารประจำทางและรถทัวร์ข้ามแดนระหว่างไทยและกัมพูชา และเป็นนักธุรกิจหญิงที่คลุกคลีในวงการธุรกิจกัมพูชามานานถึง 32 ปี เล่าว่า โอกาสการทำธุรกิจนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เป็นประธานอนุกรรมการส่งเสริมเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา) สภาหอการค้าไทย และทางกัมพูชากับไทยได้เปิดโควตาให้เดินรถระหว่างกัน 500 คัน โดยนำร่อง 40 คัน ในช่วงปี 2555 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครกล้าเข้าไปลงทุน จึงต้องเป็นผู้นำร่องลงทุนให้ก่อน
จากจุดนั้นเอง จึงเป็นที่มาให้ปัจจุบันดวงใจกลายเป็นที่รู้จักกันดีในวงการธุรกิจเดินรถข้ามแดนและขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างไทยและกัมพูชา อีกทั้งเป็นผู้รับสัมปทานเดินรถข้ามแดนไทยกับกัมพูชาเพียงรายเดียวในปัจจุบัน
ถึงตอนนี้ ดวงใจมีรถโดยสารประจำทางที่ร่วมกับบริษัท ขนส่ง (บขส.) ให้บริการใน 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก หมอชิต-อรัญประเทศ-พนมเปญ วิ่งรถจากสถานีขนส่งหมอชิตไปอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ผ่านถนนหมายเลข 5 ของกัมพูชา สู่กรุงพนมเปญ ค่าโดยสาร 900 บาท/ที่นั่ง
เส้นทางที่สอง หมอชิต-อรัญประเทศ-เสียมราฐ เริ่มจากสถานีขนส่งหมอชิตไปอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ผ่านถนนหมายเลข 5 และเชื่อมกับถนนหมายเลข 6 เข้าไปยังเสียมราฐ ค่าโดยสาร 750 บาท/ที่นั่ง โดยเป็นรถของบริษัท 2 คัน และรถของ บขส. 2 คัน นอกจากนี้ยังมีรถทัวร์ (โอเพ่น ทัวร์) ให้บริการจัดทัวร์เดินรถข้ามแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอีก 7 คัน
“ความยากง่ายในการทำธุรกิจในกัมพูชา มองว่าเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ เราไม่เคยทำธุรกิจเดินรถมาก่อน เคยแต่ทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไปบริเวณชายแดน แต่โชคดีที่มีเพื่อนซึ่งเชี่ยวชาญด้านการเดินรถและโลจิสติกส์ดีให้คำแนะนำ จนประสบความสำเร็จมาได้ทุกวันนี้” ดวงใจ กล่าว
ทั้งนี้ ดวงใจได้ชักชวนเพื่อนที่มีความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์มาเป็นหุ้นส่วน ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ข้ามแดน ภายใต้บริษัท โลจิสติกส์วัน โดยรถบรรทุกสินค้าของบริษัทปัจจุบันมีอยู่ 4 คัน ที่สามารถวิ่งขนส่งสินค้าข้ามแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และยังสามารถข้ามไปถึงเวียดนามได้
อย่างไรก็ดี สำหรับธุรกิจเดินรถโดยสารประจำทางข้ามแดนระหว่างไทยกับกัมพูชายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะปัจจุบันคนกัมพูชายังไม่ค่อยรู้จักบริการนี้ ดังนั้นจากนี้ไปจะต้องพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนกัมพูชารู้จักธุรกิจเดินรถข้ามแดนและเปิดกว้างสำหรับธุรกิจดังกล่าวให้มากขึ้น เพราะมองว่าเมื่อเออีซีเปิด การเติบโตและความต้องการการเดินรถข้ามแดนระหว่างกันจะมีเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว และนี่จะเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปลงทุน เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว ต้องยอมรับว่าผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจโลจิสติกส์ และให้บริการเดินรถมากกว่า
สำหรับในอนาคต ดวงใจมีแผนจะขอสัมปทานขยายเส้นทางการเดินรถโดยสารข้ามแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเพิ่มอีก 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.พัทยา-อรัญประเทศ-เสียมราฐ 2.กรุงเทพฯ-พัทยา-ตราด-เกาะกง-สีหนุวิลล์ 3.นครราชสีมา-บุรีรัมย์-สุรินทร์-เสียมราฐ 4.อุบลราชธานี-ศรีสะเกษ-เสียมราฐ โดยคาดว่าจะต้องเพิ่มรถอีกอย่างน้อยเส้นทางละ 3 คัน ซึ่งขณะนี้ได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมของทั้งสองประเทศให้พิจารณาแล้ว
นอกจากธุรกิจเดินรถแล้ว ดวงใจยังทำธุรกิจเดินเรือประมง ซื้อขายส่งอาหารทะเลระหว่าง จ.ตราด กับกัมพูชา และปัจจุบันเริ่มขยายเข้าไปในเวียดนามใต้แล้ว โดยใช้เรือขนาด 50-60 ตัน เข้าไปซื้ออาหารทะเลสดขนส่งมายังแพปลาใน จ.ตราด ของไทย ก่อนจะขนส่งต่อด้วยรถห้องเย็นไปยังบริษัท สยามฟู้ด คอนติเนนตัล พัทยาฟู้ด และแพนเอเซีย
“เวียดนามเป็นตลาดใหญ่มาก คนมีกำลังซื้อสูง มองเวียดนามต้องมองเวียดนามใต้ เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจ และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ โดยเฉพาะเมืองโฮจิมินห์ที่มีประชากรกว่า 50 ล้านคน ส่วนกัมพูชา แม้จะมีประชากรน้อยกว่าที่ 15 ล้านคน แต่คนกล้าใช้จ่าย ชอบขับรถยุโรป ชอบใส่เพชร ใช้ของแบรนด์เนม หากมีเงินไม่มีทางที่จะใช้ของเลียนแบบเด็ดขาด” ดวงใจ ชี้ภาพให้เห็นถึงโอกาสของตลาดเวียดนามและกัมพูชา
ดวงใจ แนะนำอีกว่า ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานกัมพูชาดีขึ้นมาก แต่ยังต้องพัฒนาเพิ่ม ข้อดีคือกฎหมายเอื้ออำนวย เช่น ยกเว้นภาษีต่างๆ ให้กับผู้ที่เข้าไปลงทุน ได้รับสิทธิพิเศษในการส่งสินค้าออกภายใต้กรอบจีเอสพี ซึ่งยกเว้นสูงสุด 7 ปี หากนำเข้าเครื่องจักรก็ไม่เสียภาษี และมีสิทธิโอนเงินกลับประเทศได้โดยที่รัฐไม่ห้าม หากเปิดโรงงานในกัมพูชาควรเป็นเพียงโรงงานขนาดเล็กหรือกลางจะดี
ด้านค่าครองชีพของทั้งกัมพูชาและเวียดนามถือว่าสูง ค่าไฟแพง สาธารณสุขยังไม่เพียงพอ ส่วนข้อมูลด้านการลงทุนในกัมพูชามีเป็นภาษาอังกฤษบ้าง แต่เวียดนามยังไม่มีเลย ดังนั้นจึงมองว่า “ภาษา” เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจกับเพื่อนบ้าน หากรู้เพียงภาษาอังกฤษอาจจะไม่เพียงพอ อีกทั้งหาพันธมิตรธุรกิจในประเทศนั้นๆ ที่วางใจได้ก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน
“การเปิดเออีซีเป็นโอกาสที่เราต้องรีบคว้าเอาไว้ ถ้าจะเข้าไปทำธุรกิจก็ต้องเข้าไปตั้งแต่ตอนนี้ เรามีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ มีธุรกิจหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น ธุรกิจค้าผลไม้ ชาติอื่นแข่งกับเรายาก มาเลเซียหรือสิงคโปร์ทำไม่ได้ เพราะอยู่ไกล ปัจจัยเหล่านี้ต้องพิจารณาและมองให้ออก รัฐบาลไทยก็ต้องสนับสนุนมากกว่านี้ เพราะที่ผ่านมานักธุรกิจดิ้นรนเองค่อนข้างสูง” ดวงใจ กล่าวทิ้งท้าย







